ตามตำนานกล่าวว่าเมื่อพุทธศักราช   1000-1200  เจ้าเมืองละโวผู้เป็นพระมหากษัตริย์ในแว่นแคว้นสุวรรณภูมิมีหัวเมืองต่าง  
 
เป็นบริวารเป็นจำนวนมาก   พระองค์จึงมีกฤษฎาภินิหารมีพระบารมีเนื่องด้วยสืบสันติวงศ์มาเป็นเวลาช้านาน  จึงเป็นเสมือนสมมุติเทพตามความเชื่อของขอมและมอญโบราณ  เมื่อล้านนาขาดผู้นำ    พระฤาษีสุเทวะ  และเจ้าผู้ครองหัวเมืองฝ่ายเหนือ  จึงได้ไปกราบบังคมทูลให้พระเจ้ากรุงเมืองละโว้ถึงความประสงค์  ที่จะอัญเชิญพระบรมวงศานุวงศ์  พระองค์ใดพระองค์หนึ่งให้ขึ้นครองเมืองลำพูน            พระองค์จึงมีพระบรมราชโองการ  โปรดเกล้า   ให้พระนางจามเทวีพระธิดาองค์เล็ก  ไปครองเมืองล้านนาตามคำกราบบังคมทูล  ของสุเทวะฤาษี          และเจ้าผู้ครองเมืองต่าง   ในหัวเมืองบฝ่ายเหนือนั้น ด้วยโปรดเกล้า   สถาปนาให้ เป็นปฐมกษัตริย์ธิราชเจ้าปกครอง  เมืองลำพูน   และสถาปนา     เมืองลำพูนขึ้นเป็นเมืองหริภุญไชย  ต่อไป
           
ในการรับพระภาระของ  พระนางจามเทวีในครั้งนั้น                นับเป็นพระธุระที่หนักมาก แต่พระองค์มิได้ท้อแท้แม้แต่ประการใด  ด้วยพระองค์มีพระราชศรัทธา     ใน  บวรพุทธศาสนาเป็นแรงจูงใจและเป็นแรงผลักดันอีกส่วนหนึ่ง  พระองค์จึงใคร่จะไปเพื่อประกาศพุทธศาสนาในปรากฎบนแผ่นดินล้านนาไทยด้วยอีกทางหนึ่ง พระแม่เจ้าจึงรับพระบรมราชโองการ   ของสมเด็จพระราชบิดาด้วยความเต็มพระทัย  ยิ่งครั้นได้ฤกษ์ยามอันเป็นมงคลขบวนเสร็จได้เคลื่อนออก  จากเมืองละโว้  ขึ้นไปทางทิศเหนือสู่เมือง  ลำพูนทันที   ดังกล่าวมาแล้วว่าการเสร็จขึ้นไป    
ครองเมืองหริภุญไชยในครั้งนั้นเป็นการไปเพื่อเผยแพร่บวรพุทธศาสนาใน      วาระเดียวกันด้วยกันด้วย
             
พระเจ้า กรุงละโว้ได้พระราชทานพระบรมสารีรีกธาตุ  ให้พระแม่เจ้า       อันเชิญไป ประดิษฐานตามสถานที่ต่าง   ทั่วล้านนาที่เห็นตามสมควร 
        
ดังนั้นพระรางจามเทวีจึงทรงโปรดให้เสนาอำมาตย์ ข้าราชบริพารสอบถามถึงสถานที่สำคัญในเมืองนั้น ตามเส้นทางที่เสร็จผ่านว่า  สถานที่สำคัญนั้นมีอยู่  ที่ใด  
         
เมื่อทรงทราบจากคำบังคมทูล  และทรงทอดพระเนตรเห็นเป็นประจักษ์ด้วย    พระองค์เองว่าสถานที่นั้นมีความศักดิ์สิทธิ์และสมคารที่จะเป็นปูชนียสถานแล้วจึงจะทรงให้ประดิษฐานพระบรมสารีรีกธาตุ   ที่นั้นต่อไป        
                  
ขณะที่ขบวนผ่านเมืองกุกกุฎไก่เอิก (อำเภอลองในปัจจุบัน) จึงทรงมีพระเสาวนีย์ให้ขบวนเสร็จพักแรมที่ดอนสะแล่ง และตั้งผอบทองคำบรรจุพระบรมสารีรีกธาตุใกล้ ปากถ้ำ  เพื่อให้อาณาประชาราษฎร์ได้ สักการบูชา    และโปรดให้ประดิษฐานพระบรมสารีรีกธาตุ    ปากถ้ำกลางดอนสะแล่งแห่งนั้น (ถ้ำนี้เรียกว่าเหวก็คงไม่ผิด คือมีลักษณะเป็นช่องลึกลงไปใต้ผิวดินเป็นอัศจรรย์ในตำนาน    กล่าวว่าถ้ำแห่งนี้ลึกทะลุไปถึงเมืองพญานาคราช เจ้าแห่งบาดาล) 
        
เมื่ออัญเชิญผอบทองคำ และประดิษฐานพระธาตุนั้นเสร็จแล้วจึงทรงให้ทหารช่วยกันเลื่อนหินขี้ควาย (ศิลาแลง)  ก้อนใหญ่    ลงปิดปากถ้ำเสียและทรงโปรดสร้างพระเจดีย์  ครอบพระบรมสารีรีกธาตุ  เอให้เป็นที่สักการะกราบไหว้ของเทวดา และมนุษย์ทั้งหลายต่อไป     พระเจดีย์องค์นี้  
ดังกล่าวคือ  พระธาตุขะอูบคำ  ที่ประดิษฐาน      วัดสะแล่งปัจจุบัน และจึงเป็นที่มาของวัดสะแล่งสืบต่อมา

                                                                             


              คำว่า  “สะแล่ง”   เป็นชื่อของดอกไม้ป่าชนิดหนึ่ง  เป็นไม้ยืนต้นดอกสีสีขาวนวล  ลักษณะของดอกคล้ายดอกปีป  (กาสะลอง)  คือมีลักษณะปลายแหลมเหมือนหอกโบราณ  สาเหตุที่วัดแสะแล่งใช้ชื่อดอกไม้เป็นชื่อวัดนั้นมี  ตำนานเล่าว่า  สมัยพุทธกาลเมื่อสมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสร็จมาถึง  ดอนสะแล่ง  หรือ  สะแล่ง  แก้วดอนมูล  หรือ  ดอนสะแล่งหลวง     เจ้าเมือง และชาวบ้านต่างพากันมาถวายภัตตาหารครั้นเมื่อพระพุทธเจ้า  เสวยภัตตาหารเสร็จ   นางคำฟุ่น     และ  นางคำเฟย   มเหสีเจ้าเมืองจึงได้นำเอาดอกสะแล่งถวายพระพุทธเจ้าเพื่อเป็นพุทธ บูชา   พระศาสดาทรงรับ   และอนุโมทนา  และก็ได้ตรัสเป็นพุทธทำนายไว้ว่า 
           
“ต่อไปในอนาคตกาล     สถานที่แห่งนี้  จักเป็นที่ ประดิษฐานพระธาตุของเรา    ตถาคต และสถานที่แห่งนี้      ก็จะเจริญรุ่งเรือง สืบ
ต่อไปในกาลข้างหน้า
”
                 ตั้งแต่พระนางจามเทวีได้ประดิษฐานพระบรมสารีรีกธาตุ ดอนสะแล่ง  เป็นต้นมา      ได้มีการบูรณะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงมาหลายยุคหลายสมัยตาม หลักฐานที่เป็นโบราณวัตถุ  และศิลปะวัตถุ  อาทิเช่นพระพุทธรูปตั้งแต่สมัยทวาราวดีเรื่อยมาจนถึงสมัยอยุธยา  ตอนปลาย  
เศษกระเบื้อง  เครื่องปั้น  ดินเผา เครื่องสำริด  ขวานสำริด และขวานหินรวมอยู่ด้วย   มีทั้งแผ่นอิฐ  จารึกอักษรโบราณอยู่หลายแผ่น และทั้งหมด
ได้ถูกจัดเก็บไว้ภายในวัด
และบางส่วนได้นำออกมาแสดงอยู่ที่ศาลาการเปรียญ   ซึ่งจัดให้เป็นพิพิธภัณฑ์โบราณวัตถุและของสำคัญอื่น ของวัด
              
การบูรณะปฏิสังขรณ์วัด และก่อสร้างศษสนวัตถุนั้นหลังจากที่ได้รับการสร้างพระธาตุอูบขะคำแล้วประมาณปี ..  1300 – 2020  
ได้มีการสร้างบอุโบสถ กุฏิ กำแพง  บ่อน้ำ  ซุ้มพระ  ซุ้มสิงห์จามเทวี  ซึ่งก่อสร้างเหล่านี้มีอายุนับร้อยนับพันปีเกิดความทรุดโทรม 
และเกิดความเสียขึ้นตามกาลเวลา   ทางวัดจึงได้ทำการบูรณะตาม  สมควรแต่พยายามคงสภาพเดิมไว้มากที่สุด

           จากประวัติความเป็นมาของวัดสะแล่งแห่งนี้       ได้มีการกล่าวถึงเจ้าอาวาสองค์ก่อนหน้าองค์ปัจจุบันนี้น้อยมาก
โดยไม่มีระบุเป็นลายลักษณ์อักษรไว้เลย
  หากจะมีก็เป็นเรื่องเล่าสืบต่อกันมาของชาวบ้านในพื้นที่เท่านั้นซึ่งพระเถระที่เป็นเจ้าอาวาส 
และยังกล่าวถึงในปัจจุบันคือ  พระครูบาสุปินโน  เพียงองค์เดียว  นอกนั้นไม่มีหลักฐานใดระบุไว้เลย 
          
วัดสะแล่งได้ก่อสร้างมาเป็นเวลานาน เป็นวัดที่มีความเก่าแก่มากตั้งแต่สมัยทวาราวดีเรื่อยมาและได้กลายเป็นวัดร้างหลาย ยุคหลายสมัย 
แต่มิได้มีการบันทึกไว้ ซึ่งครั้งหลัง สุดท้ายกลายเป็นวัดร้างเกือบ  300 ปี ก่อนที่

   
ครูบาสมจิต                                              สมเณรมิ่ง
พระครูวิจตรนวการโกศล                              พระครูสีลสังวราภิรัต
พระครูบาวิจิตรนวการโกศล   หรือ พระครูบาสมจิตร  และ พระครูสีลสังวราภิรัต  ซึ่งในเวลานั้นพระครูสีลสังวราภิรัต  ยังเป็นสมเณรมิ่ง   เต็มใจ 
 
ได้เข้าบูรณะปฏิสังขรณ์  วัดใหม่จากที่เป็นวัดร้างเมื่อปี ..  2506  หรือเมื่อ  37 ปีที่แล้ว 

          จนกระทั่งเมื่อวันที่ 30 กันยายน  .. 2527 กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศให้วัดสะแล่งแห่งนี้จากที่เป็นวัดร้างกลายเป็นวัดที่มีพระสงฆ์  และในวันที่ 30 ธันวาคม  .. 2529 ก็ได้รับพระราชทาน  วิสุงคามสีมา 
และเมื่อวันที่  20 เมษายน  2532  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่  
โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมงกุฎราชกุมารเสร็จแทนพระองค์ทรงตัดลูกนิมิตรพระอุโบสถหลังใหม่