สุภาษิตชาดกคำกลอน


๑. รีดนมจากเขาโค

เอวมฺปิ อนุปาเยน อตฺถํ น ลภเต มูโค

วิสาณโต ควํ โทหํ ยตฺถ ขีรํ น วินฺทติ

(ขัชโชปนกชาดก)

เพราะทำอะไรไม่เข้าท่าแบบนี้ คนโง่จึงไม่ได้ประโยชน์

เหมือนคนรีดนมจากเขาโค จะไปได้น้ำนมอะไร

คนโง่เขลา ไม่เข้าท่า ปัญญาทึบ

ไม่เสาะสืบ ศึกษา หาเหตุผล

ทาอะไร ละม้าย คล้ายหุ่นยนต์

เหมือนจักรกล คนขับไป ใช้ทางาน

อันคนโง่ ทาอะไร ไร้ประโยชน์

จะก่อโทษ ด้วยประมาท ขาดพื้นฐาน

แผนชีวิต คิดอ่าน การทางาน

ด้วยไม่ผ่าน มาเลย ไม่เคยทา

พวกคนโง่ รีดนมโค จากปลายเขา

นมจากเต้า ไม่เข้าใจ ให้น่าขา

ทาอะไร ที่ใคร เขาไม่ทา

ขออย่านา มาใช้ ไร้น้ายา

๒. พอดีมีสุข

อปฺปิจฺฉสฺส หิ โปสสฺส อปฺปจินฺติสุขสฺส จ

สุสงฺคหิตปฺปมาณสฺส วุตฺตี สุสมุทานิยา

(วัฏฏกชาดก)

ต้องการแต่เพียงเล็กน้อย คิดถึงความสุขแต่เพียงเล็กน้อย

รับอาหารประมาณพอดี คนที่ประพฤติ(ดังนี้)

สามารถจะให้เกิดความสุขได้

ถ้าต้องการ อะไร ให้น้อยน้อย

ชื่นอุรา อย่าเต็มร้อย น้อยน้อยหน่อย

บริโภค โภชนา อย่าเลิศลอย

เอาอร่อย พอประมาณ ในการกิน

มัชฌิมา จะพา ให้สุขี

ความพอดี นั่นหรือ คือทรัพย์สิน

แม้จะอยู่ แห่งไหน ในแดนดิน

ก็จะสิ้น ความทุกข์ เป็นสุขใจ

๓. คนดำ

น กณฺโห ตจสา โหติ อนฺโต สาโร หิ พฺราหฺมโณ

ยสฺมึ ปาปานิ กมฺมานิ ส เว กณฺโห สุชมฺปติ

(กัณหชาดก)

ดูก่อนท้าวสุชัมบดี คนเราไม่ใช่ว่าเป็นคนดำกันที่ผิวหนัง

คนที่มีสาระอยู่ภายในจึงจะเป็นคนดี

คนที่มีความชั่วอยู่ภายในนั่นต่างหาก คือคนดำ

ดูก่อนท่าน ท้าวสุ- ชัมบดี

มนุษย์นี้ มีสีกาย อยู่หลายสี

อันผิวคล้า ดาถ่าน นิลกันตี

ใช่จะเป็น คนไม่ดี เสมอไป

พวกคนดา จะช้าใจ ไม่แฮปปี้

คนผิวดา เป็นคนดี มีมากหลาย

นวลละออง ผ่องผุด ดุจปุยฝ้าย

แต่ใจร้าย ปราชญ์ว่าไว้ คือ “คนดา”

.

๔. ผู้สงบ

โอโนทโร โย สหเต ชิฆจฺฉํ ทนฺโต ตปสฺสี มิตปานโภชโน

อาหารเหตุ น กโรติ ปาปํ ตํ เว นรํ สมณมาหุ โลเก

(จตุโปสถาชาดก)

คนใดท้องกิ่วก็ทนหิวได้ ฝึกตัวเอง มีความเพียร ดื่มกินแต่พอดี

ไม่ทำชั่วเพราะเรื่องกิน ท่านว่าคนนั้นแลเป็นผู้สงบในโลก

ถึงอดอยาก เหลือล้น ทนท้องกิ่ว

แม้จะหิว ให้ฝึกฝน ก็ทนได้

บริโภค พอประมาณ เพื่อกันตาย

ไม่วุ่นวาย เสียงาน เพราะการกิน

อย่าทาชั่ว มัวเมา ขลาดเขลาจิต

อย่าทาผิด เพราะปากเรา ให้เขาฉิน

ถ้าเราทา เช่นนี้ เป็นอาจิณ

ก็จะสิ้น ทุกข์เข็ญ เป็นสุขใจ

จิตสงบ จะพบ ความสว่าง

พบหนทาง ที่ลิขิต ชีวิตใหม่

เป็นอรรถะ มรรคะ พระจอมไตร

แสนสดใส ใจสงบ พบนิพพาน

๕. ผู้ครอบงำปัจจามิตร

ยสฺเสเต จ ตโย ธมฺมา วานรินฺท ยถา ตว

ทกฺขิยํ สุริยํ ปํฺญา ทิฏฺฐํ โส อติวตฺตติ

(ตโยธัมมชาดก)

ดูก่อนพญาวานร ผู้ใดมีธรรม ๓ ประการเหล่านี้เหมือนตัวท่าน

คือ ความขยัน ความกล้าหาญ ความรอบรู้

ผู้นั้นย่อมครอบงำปัจจามิตรได้

ดูก่อน วานร ในป่าใหญ่

ครองแดนไพร ในหมู่ลิง สิงขรขัณฑ์

พวกวอกค่าง บ่างชะนี มีอนันต์

ต่างยึดมั่น ท่านเป็น เช่นบิดา

ด้วยดารง ทรงธรรม สามขั้นข้อ

ไม่แท้ท้อ การหมั่น ขยันหา

อีกประการ หาญสู้ หมู่ปัจจา

และรอบรู้ ในวิชา นานาทาง

เหตุนั้นท่าน จึงเก่งกว่า ปัจจามิตร

เขามิคิด หาญกล้า มาล้มล้าง

จึงครอบงา กาใจ ไว้ทุกทาง

และอยู่อย่าง ผู้มีชัย ไร้ศัตรู

๖. คนไปดี

เย วุฑฺฒมปจายนฺติ นรา ธมฺมสฺส โกวิทา

ทิฏฺเฐ ธมฺเม จ ปาสํสา สมฺปราโย จ สุคติ

(ติตติรชาดก)

คนเหล่าใดฉลาดในธรรม ยำเกรงผู้เจริญวัย คนเหล่านั้น

ควรสรรเสริญในปัจจุบัน และอนาคตเขาก็ไปดี

คนเหล่าใด มีธรรม ประจาจิต

ฉลาดคิด ฉลาดทา นาอื่นเขา

ไม่ประมาท ขาดสติ มิมัวเมา

ไม่ต้องเดา ก็ได้ เขาไปดี

อนึ่ง ผู้สูงวัย ให้เคารพ

เมื่อได้พบ จงวันทา เป็นราศี

เจริญรอย ตามบาท ชาติเมธี

ปราชญ์ท่านชี้ มีมรรคะ สุคติง

๗. ดีอยู่ที่ไหน

สาธุ ธมฺมรุจี ราชา สาธุ ปํฺญาณวา นโร

สาธุ มิตฺตานมทฺทุพฺโภ ปาปสฺสากรณํ สุขํ

(อุมมทันตีชาดก)

พระราชาทรงใฝ่พระทัยในธรรม จึงจะดี

นรชนมีความรอบรู้ จึงจะดี มิตรไม่ประทุษร้ายมิตร จึงจะดี

ไม่ทำความชั่วนั่นแหละเป็นสุขดี

พระราชา ทรงชัย ให้ใฝ่ธรรม

เพื่อจดจา นาปฏิบัติ เป็นฉัตรกั้น

หมู่ไพร่ฟ้า ประชาชน คนสามัญ

ต้องขยัน มั่นในธรรม จักจาเริญ

อันว่ามิตร ไม่คิดคด ทรยศเพื่อน

ไม่รางเลือน หลีกลา พาห่างเหิน

มิตรสหาย ไม่เห็นแต่ เพียงแค่เงิน

คือทางเดิน เจริญธรรม พระสัมมา

ไม่ทาชั่ว มัวเมา ไม่เขลาจิต

ใช้ชีวิต ตามธรรมะ พระสัตถา

จะประกอบ กิจใด ใช้ปัญญา

ก็อิ่มเอม เปรมอุรา หาใดเทียม

๘. คนนอนสบาย

ยํฺจ อํฺเญ น รกฺขนฺติ โย จ อํฺเญ น รกฺขติ

ส เว ราช สุขํ เสติ กาเมสุ อนเปกฺขวา

(สุขวิหาริชาดก)

ดูก่อนมหาบพิตร ผู้ที่คนอื่น ๆ ไม่ต้องมาคอยอารักขา และตัวเอง

ก็ไม่ต้องอารักขาคนอื่น ไม่มีอาลัยในกามทั้งหลายแล้ว

นั่นแหละย่อมนอนสบาย

ดูก่อน ราชา มหาบพิตร

ถ้ามีจิต ละไป ไม่หันเห

ทิ้งความอยาก จากไกล ในกาเม

เลิกลังเล เทใจ อาลัยตน

ไม่ต้องให้ ใครคุ้มครอง มาป้องปก

เลิกตระหนก ตกใจ ให้ฝึกฝน

ไม่ต้องมา อารักขา อย่ากังวล

ตนของตน จักช่วยตน ให้พ้นภัย

ไม่เดือดร้อน นอนสบาย ใจเป็นสุข

ปราศซึ่งทุกข์ ลุกลาม ตามแก้ไข

ตัดขาดห่วง บ่วงรัก ออกจากใจ

จิตแจ่มใส ไร้ราคี มีสุขเลย

๙. คนไม่ดี ๔ แบบ

อลโส คิหี กามโภคี น สาธุ อสํฺญโต ปพฺพชิโต น สาธุ

ราชา น สาธุ อนิสมฺมการี โย ปณฺฑิโต โกธโน ตํ น สาธุ

(ภูริปัญญาชาดก)

คฤหัสถ์ผู้บริโภคกามคุณ เป็นคนเกียจคร้าน ไม่ดี

บรรพชิตไม่สำรวม ไม่ดี นักปกครอง

ทำงานโดยไม่ใคร่ครวญ ไม่ดี บัณฑิตมักโกรธ ก็ไม่ดี

ในโลกนี้ คนไม่ดี มีสี่แบบ

ปราชญ์ยลแยบ แยกให้เห็น เป็นหลักฐาน

คฤหัสถ์ เกียจคร้าน ในการงาน

พระหย่อนยาน วินัย ไม่สารวม

นักปกครอง ไม่ใคร่ครวญ ทบทวนกิจ

อันบัณฑิต มีโทสะ ศีลหละหลวม

หมู่นักปราชญ์ ประมาท ขาดสารวม

ไม่ควรร่วม เสวนา สมาคม

๑๐

๑๐. หว่านพืชในกองเพลิง

ยถาปิ วีชํ อคฺคิสฺมึ ฑยฺหติ น วิรูหติ

เอวํ กตํ อสปฺปุริเส นสฺสติ น วิรูหติ

(นิโครธชาดก)

หว่านพืชลงในกองไฟ มีแต่ถูกเผาไหม้ ไม่งอกขึ้นฉันใด

ทำคุณให้อสัตบุรุษ มีแต่พินาศ ไม่งอกงาม ฉันนั้น

หว่านพืชพันธุ์ ธัญญา ภักษาหาร

สุดประมาณ ลงใน กองไฟใหญ่

ก็จะมอด มลาย ไหม้บรรลัย

อุปมัย ทาดีกับ อัปปรีย์ชน

อสัตตะ บุรุษ มนุษย์ชั่ว

ผู้เมามัว เดินทางผิด จิตสับสน

ทุรชาติ หมองไหม้ ในกมล

ไม่เกิดผล คนเนรคุณ อย่าจุนเจือ

อย่าทาคุณ กับ อสัตบุรุษ

ไม่ผ่องผุด เป็นบุญคุต หยุดช่วยเหลือ

พวกคนเห่อ คนห่าม ห้ามจุนเจือ

อย่าเอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ แก่ทุรชน

๑๑

๑๑. ทำคุณไม่ขึ้น

ยตฺถ สมฺมุขจิณฺเณน มิตฺตธมฺโม น ลพฺภติ

อนุสฺสูยมนกฺโกสํ สณิกํ ตมฺหา อปกฺกเม

(ชวสกุณชาดก)

ทำคุณให้เห็นต่อหน้า ก็ยังไม่ได้ความเป็นมิตร อย่าไปขุ่นเคือง

บ่นว่าเขาเลย ค่อย ๆ หลีกให้ห่างคนชนิดนั้นไปเสียเถอะ

จะทาบุญ จุนเจือ เพื่อหวังผล

ให้กับคน ชั่วช้า อย่าพึงหวัง

ตาน้าพริก ละลาย ในย่านวัง

ก็ดุจดัง คาเขาว่า มาแต่เดิม

แม้ทาดี อย่างไร ไม่ผูกมิตร

ขอจงคิด จากไกล ไม่ต้องเริ่ม

จงบอกลา อย่ามีจิต คิดต่อเติม

อย่าได้เพิ่ม เติมสัม- พันธไมตรี

อย่าได้ก่น บ่นด่า ว่าเขาเลย

จงทาเฉย เดินเลย รีบหลีกหนี

วิถีทาง ห่างไว้ คนไม่ดี

พอกันที อย่ามี ไมตรีกัน

๑๒

๑๒. คนอกตัญํู

อกตํฺํุมกตฺตารํ กตสฺส อปฺปฏิการกํ

ยสฺมึ กตํฺํุตา นตฺถิ นิรตฺถา ตสฺส เสวนา

(ชวสกุณชาดก)

น่าตำหนิคนไม่รู้คุณคน คนไม่ทำคุณ และคนไม่ตอบแทนคุณ

คนใดไม่มีความกตัญํู คนนั้นป่วยการที่จะคบหาด้วย

คนอก- ตัญํู ไม่รู้คุณ

ไม่เกื้อหนุน ใครใคร ไม่ช่วยเหลือ

ชั่วชีวิต ไม่มีจิต คิดเอื้อเฟื้อ

ไม่ก่อเกื้อ แก่ใคร ไร้คุณธรรม

น่าตาหนิ ติติง ยิ่งกว่าสัตว์

ชอบขบกัด เจ้านาย ให้เจ็บช้า

คนอกตัญํู นั้นไซร้ ใจมันดา

ข้นขุ่นคล้า ดุจน้าครา ตามลาคลอง

อย่าเสวนา คบหา สมาคม

คนโง่งม หยิ่งแกม แถมจองหอง

จะคลุกเคล้า เข้าใกล้ ควรไตร่ตรอง

คนจะมอง แง่ร้าย คนคล้ายกัน

๑๓

๑๓. ไม่ทำ - ดีแต่พูด

ยํฺหิ กยิรา ตํฺหิ วเท ยํ น กยิรา น ตํ วเท

อกโรนฺตํ ภาสมานํ ปริชานนฺติ ปณฺฑิตา

(สุจจชชาดก)

ควรพูดแต่สิ่งที่ตนทำ ไม่ควรพูดสิ่งที่ไม่ได้ทำ

คนไม่ทำ ดีแต่พูด คนฉลาดเขารู้ทัน

ควรพูดแต่ สิ่งที่ทา จงจาไว้

เพื่อไม่ให้ ใครว่า ด่าทีหลัง

อันคาพูด ของเรา เฝ้าระวัง

เขาจะชัง อย่าพลั้งใจ ในจานรรจ์

สิ่งที่ทา ไม่ได้ ไม่ควรพูด

ปิดซิปรูด พูดแต่สิ่ง ที่สร้างสรรค์

อันวาทะ มนุษย์ สุดสาคัญ

จะไหวหวั่น เพราะวาจา อย่าลืมตน

อย่าเป็นคน “โรยผักชี” ดีแต่พูด

ดีที่สุด พูดแล้วทา จักนาผล

มนุษย์เรา เขาใคร ในสากล

ต้องจานน เพราะวจี มีถมไป

คนฉลาด อาจรู้ เพราะดูออก

ที่ชอบหลอก บอกให้เห็น เป็นไฉน

จะชั่วดี ใช่อยู่ที่ ผู้ดี - วัย

ต้องดีนอก ดีใน ให้พร้อมมูล

๑๔

๑๔. ดีแต่ปาก

โย จาริยรุทํ ภาเส อนริยธมฺมวสฺสิโต

อุโภ โส ธํสเต โลกา อิเธว จ ปรตฺถ จ

(มหาหังสชาดก)

ผู้ใดกล่าววาจาอันประเสริฐ แต่มิได้ประพฤติธรรมอันประเสริฐ

ผู้นั้นพลาดจากสุคติทั้งสองโลก (คือตกนรก) ทั้งโลกนี้และโลกหน้า

พูดทุกครา วาจา สุภาษิต

ชี้ถูกผิด ให้เห็น เป็นแก่นสาร

คาพูดดี มีใคร ผู้ใดปาน

รู้มานาน ที่แท้ แค่คารม

พูดทุกครา วาจา แสนประเสริฐ

ทุกคาเลิศ ไพเราะ ดูเหมาะสม

กิริยา วาจา น่านิยม

แต่ไม่สม กับวัตร ปฏิบัติเลย

ดีแต่ปาก หากทา กรรมสุดชั่ว

ก็พาตัว ลงนิรยะ จะเฉลย

ขึ้นสวรรค์ ครรลาฯ อย่าหวังเลย

ไม่งอกเงย งดงาม ตามใจจินต์

๑๕

๑๕. คำขุ่น

เยน เกนจิ วณฺเณน ปโร ลภติ รุปฺปนํ

มหตฺถิยมฺปิ เจ วาจํ น ตํ ภาเสยฺย ปณฺฑิโต

(คันธารชาดก)

ถ้อยคำใด ๆ ทำให้คนอื่นขุ่นเคือง

แม้จะเป็นคำที่มีประโยชน์มาก บัณฑิตก็ไม่ควรกล่าว

ถ้อยคาใด ทาให้ ใครเคืองขุ่น

ไม่อบอุ่น อุรา พาหม่นหมอง

คาคานั้น แม้ถูกต้อง ตามครรลอง

ปราชญ์ท่านมอง มิใช่ธรรม อันอาไพ

อย่าได้พูด ดีกว่า เปลืองตัวเปล่า

ทาให้ร้าว หลายหลาก ยากแก้ไข

ไม่ผูกมิตร แถมเป็น เช่นพิษภัย

ขืนพูดไป ไร้ประโยชน์ โปรดจงตรอง

๑๖

๑๖. คำพูดของหญิง

มุสา ตาสํ ยถา สจฺจํ สจฺจํ ตาสํ ยถา มุสา

คาโว พหิ ติณสฺเสว โอมสนฺติ วรํ วรํ

(กุณาลชาดก)

ผู้หญิงนั้น พูดเล่นเหมือนพูดจริง พูดจริงเหมือนพูดเล่น

เลือกคบแต่คนมีทรัพย์ ดั่งโคเลือกเล็มหญ้าดี ๆ

อันวจี ของนารี มีเลศนัย

ปากกับใจ ไม่ตรงกัน ท่านกล่าวขาน

พจนี ของอิตถี มีตานาน

คนโบราณ ท่านเทียบ เปรียบทะเล

มีชายใด รู้ได้ ในใจหญิง

ถ้าพูดจริง อาจเท็จ มีถมเถ

จริงเป็นเล่น เล่นเป็นจริง ยิ่งยี่เก

บ้างร้อยเล่ห์ กลาวน คนหลายใจ

จิตผู้หญิง ดุจน้ากลิ้ง บนใบบอน

อุทาหรณ์ สอนว่า อย่าสงสัย

ปราชญ์ท่านว่า นารี นี้มีภัย

ถ้าชายใด อยู่ใกล้ ให้ระวัง

๑๗

๑๗. คืนเดียวก็เป็นทุกข์

ยตฺถ เวรี นิวิสติ น วเส ตตฺถ ปณฺฑิโต

เอกรตฺตํ ทฺวิรตฺตํ วา ทุกฺขํ วสติ เวริสุ

(กปิชาดก)

ศัตรูอยู่ที่ใด คนฉลาดไม่ควรอยู่ที่นั้น

อยู่ในที่มีศัตรูชั่วคืนเดียวหรือสองคืน ก็เป็นทุกข์

หากอยู่กับ ศัตรู คู่อาฆาต

ทุรชาติ ชั่วร้าย หมายล้างผลาญ

แม้จะอยู่ ชั่วครู่ ทิวาวาร

เหมือนกับนาน ร้อยทิวา ให้น่ากลัว

อยู่กับศัตรู ผู้ร้าย คล้ายนรก

ดุจดังตก เหวเย็นชืด มืดสลัว

จะหนึ่งคืน หรือสองคืน ให้ตื่นกลัว

ใกล้คนชั่ว ช่างน่ากลัว ทุกนาที

เหล่านักปราชญ์ ฉลาดรู้ หมู่บัณฑิต

เขาจะคิด หลีกทาง ห่างวิถี

อยู่กับเขา ดุจเฝ้า อเวจี

หนึ่งนาที เหมือนพันปี ในโลกันตร์

๑๘

๑๘. อยู่ต่างถิ่น

สกา รฏฺฐา ปพฺพาชิโต อํฺญํ ชนปทํ คโต

มหนฺตํ โกฏฺฐํ กยิราถ ทุรุตฺตานํ นิเธตเว

(ทัททรชาดก)

บุคคลผู้ถูกขับจากแว่นแคว้นของตน ไปอยู่ยังถิ่นอื่นแล้ว

ควรสร้างฉางใหญ่ไว้สำหรับเก็บคำหยาบคายทั้งหลาย

ถ้าถูกเน- รเทศ จากเขตแคว้น

ออกจากแดน ของตน ต้องหม่นหมอง

ในแดนดิน ถิ่นไกล ใครไม่มอง

จะต้องตรอง ให้หนัก ควรพักใจ

ควรจะสร้าง ฉางใหญ่ ใส่ความแค้น

ที่มันแน่น ในอุรา อย่ารั่วไหล

เก็บความหลัง ครั้งก่อน ซ่อนภายใน

เพื่อจะให้ เป็นพลังใจ ในชีวิน

จะมัวเศร้า ไปไย ในเมื่อแพ้

หาทางแก้ คิดใหม่ ใขถวิล

เอาเหตุผล มากล่าวอ้าง ล้างมลทิน

เพื่อคืนถิ่น ที่อาศัย ในวัยเยาว์

อย่าพูดพล่าม ในยาม อยู่ต่างแดน

ความคั่งแค้น ครุ่นคิด จิตหงอยเหงา

เอาสติ เป็นเพื่อน เตือนตัวเรา

จะโศกเศร้า เสียใจ ไปไยมี

.

๑๙

๑๙. ให้ทาน

มจฺเฉรา จ ปมาทา จ เอวํ ทานํ น ทิยฺยติ

ปุํฺญํ อากงฺขมาเนน เทยฺยํ โหติ วิชานตา

(พิลารโกสิยชาดก)

เพราะความตระหนี่ และเพราะความประมาท คนไม่ให้ทานเพราะเหตุ ๒ อย่างนี้ ผู้หวังบุญรู้ (ความข้อนี้) แล้ว พึงให้ทานเถิด

เพราะประมาท ขลาดเขลา เมาชีวิต

จึงไม่คิด ทาทาน การกุศล

เอาแต่ตัว มัวพวง หลงตัวตน

ติดวังวน กุศลกรรม ไม่นาพา

ความตระหนี่ ถี่หนา มากั้นจิต

จึงมืดมิด ไม่เหหัน ให้ตัณหา

จิตบอดใบ้ ไม่ละ อวิชชา

มีดวงตา พร่ามัว ไม่กลัวกรรม

ไม่ได้คิด ชีวิตนี้ มีน้อยนัก

มัวเมารัก มักหลงใหล ให้ถลา

ไม่สงสาร ผู้ยากไร้ คนใจดา

ก่อแต่กรรม ทาเข็ญ เว้นศีลทาน

คิดให้ดี ชีวีนี้ ที่จนยาก

แสนลาบาก ยากไร้ ไม่แหววหวาน

อดีตชาติ ขาดจาคะ สละทาน

ไม่เจือจาน ทานให้ใคร จึงได้จน

๒๐

๒๐. ให้ไม่เป็น

อเทยฺเยสุ ททํ ทานํ เทยฺเยสุ นปฺปเวจฺฉติ

อาปาสุ พฺยสนํ ปตฺโต สหายํ นาธิคจฺฉติ

(มหาอัสสราโรหชาดก)

ให้คนไม่ควรให้ คนควรให้กลับไม่ให้

ถึงคราวตกทุกข์ได้ยาก ย่อมไม่ได้เพื่อนร่วมทุกข์

ให้กับคน ไม่ควร ที่จะให้

บุญที่ได้ ลดน้อย พลอยเสียของ

คนที่รับ กลับไม่ ชายตามอง

เสียทั้งของ กองบุญ ก็สูญไป

จะให้ใคร ควรให้ คนควรให้

ก็จะได้ กุศล ผลมากหลาย

ให้ถูกคน ผลถูกใจ ไม่เสียดาย

ผลที่ได้ คือกุศล ผลบุญชัด

คราตกทุกข์ ระกา ลาบากจิต

มีชีวิต แร้นแค้น แสนสาหัส

คนเหล่านั้น ช่วยได้ คลายผูกมัด

อาจกาจัด ความเลวร้าย ผ่อนคลายลง

ถ้าเราให้ กับคน ไม่ควรให้

บุญที่ได้ ใครก็เว้า เท่าเศษผง

คนที่รับ กับเรา เขางวยงง

ความประสงค์ เขาคง ไม่ต้องการ

๒๑. คนขอ

โย จ ยาจนชีวาโน กาเล ยาจํ น ยาจติ

ปรํฺจ ปุํฺญํ ธํเสติ อตฺตนาปิ น ชีวติ

(อัฏฐิเสนชาดก)

ผู้ยังชีพอยู่ด้วยการขอ ไม่ขอสิ่งที่ควรขอ ในเวลาที่ควรขอ

ย่อมทำให้ผู้อื่นเสื่อมบุญ แม้ตัวเองก็หาเลี้ยงชีพไม่สะดวก

ผู้ยังชีพ ให้เขาช่วย ด้วยงอนง้อ

ไม่เพียงพอ ขอของ ไม่ควรขอ

ไม่เกรงใจ ผู้ให้ ไม่ยอมรอ

คนถูกขอ ก็ระอา ในคราทาน

อนึ่งการขอ ในเวลา ไม่น่าขอ

ไม่ยอมรอ อดเปรี้ยว ไว้กินหวาน

เฝ้าเมียงมอง ของดี ที่ต้องการ

เขาก็ทาน ให้ยาก มันมากเกิน

*

๒๒

๒๒. รู้ไม่เท่าทัน

โย จ อุปฺปติตํ อตฺถํ น ขิปฺปมนุพุชฺฌติ

อมิตฺตวสมนฺเวติ ปจฺฉา จ อนุตปฺปติ

(วานรชาดก)

เกิดเหตุอะไรขึ้น รู้ไม่เท่าทันในทันที ย่อมตกอยู่ในอำนาจ

ของศัตรู และต้องเดือดร้อนภายหลัง

อันศัตรู ผู้ร้าย หมายพิชิต

เขาก็คิด หาทาง วางหมากแผน

การกระทา ของศัตรู อย่าดูแคลน

ด้วยความแค้น ฝังแน่น ในดวงมาน

จะต้องตาม ต้อยติด อย่างชิดใกล้

ความฉับไว ทุกครา หาข่าวสาร

ตั้งสติ รับรู้ อยู่ทุกวาร

ควรคิดอ่าน กิจนานา อย่าวู่วาม

ถ้าไม่รู้ เท่าทัน หมั่นตรวจสอบ

ให้รอบคอบ ครวญใคร่ แล้วไต่ถาม

อย่าปล่อยให้ ศัตรู รู้ข่ายคาม

เขาจะตาม ทาร้าย ให้ระวัง

๒๓

๒๓. รู้เท่าทัน

โย จ อุปฺปติตํ อตฺถํ ขิปฺปเมว นิโพธติ

มุจฺจเต สตฺตุสมฺพาธา น จ ปจฺฉานุตปฺปติ

(วานรชาดก)

เกิดเหตุอะไรขึ้น รู้เท่าทันได้ทันที ย่อมพ้นจากความคับขัน

เพราะศัตรูได้ ไม่ต้องเดือดร้อนภายหลัง

รู้เท่าทัน มั่นใจ ไม่ผิดพลาด

ไม่ประมาท ขาดสติ มิหวั่นไหว

ต้องเรียนรู้ ชีวิต รู้จิตใจ

เขาคิดอ่าน อะไร ให้รู้ทัน

ถ้ารู้ลึก รู้รอบ รู้ขอบเขต

รู้สาเหตุ เภทภัย ไม่ไหวหวั่น

หมู่ศัตรู ไม่รู้ เท่าเทียมทัน

ก็เชื่อมั่น ว่าปลอดภัย ได้พอควร

ถ้าเรารู้ เท่าทัน มั่นใจได้

ศัตรูร้าย ใจเพลีย ก็เสียขวัญ

หมู่อริ จักแยก แตกขบวน

ให้เรรวน ป่วนปั่น ขั้นแตกกอง

ถ้ารู้เขา รู้เรา เข้าตารับ

รู้ความลับ ชั่วดี มีอยู่สอง

เอาความพลั้ง นั่นนึก แล้วตรึกตรอง

ก็จะเห็น โอกาสทอง อยู่ราไร

๒๔

๒๔. ปัญญาที่ไร้ประโยชน์

อทุ ปํฺญา กิมตฺถิกา นิปุณา สาธุ จินฺตินี

ยาย อุปฺปติตํ ราคํ กึ มโน น วิโนทเย

(หริตจชาดก)

ปัญญาที่ละเอียด คิดแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ แต่ไม่สามารถจะใช้เป็น

เครื่องมือ ให้ใจบรรเทาราคะได้ จะมีไว้เพื่อประโยชน์อะไร

โลกิยะ ปัญญา ที่ว่าเลิศ

ไม่ประเสริฐ สูงส่ง ดารงมั่น

อันปัญญา ที่ว่านี้ มิสาคัญ

เป็นปัญญา ที่ยึดมั่น ในโลกีย์

ด้วยเหตุว่า ไม่สว่าง กระจ่างใส

นอกวินัย พุทธะ พระชินสีห์

เป็นปัญญา แฝงตัณหา มากราคี

หมู่เมธี ท่านเห็น เป็นอวิชชา

เป็นปัญญา ที่ไม่พา ออกจากทุกข์

ด้วยเคล้าคลุก เกลือกกลั้ว มั่วตัณหา

ไม่สามารถ นากิเลส เหตุชั่วช้า

ให้ออกมา จากกมล พ้นบ่วงมาร

เป็นปัญญา มีไว้ ก็ไร้อรรถ

ไม่ขจัด ทุกข์ได้ ท่านไขขาน

ไม่เหมือนดั่ง วิชา ปัญญาญาณ

ที่บันดาล ให้ชีวา พ้นราคี

๒๕

๒๕. คนก่อไฟ

อปฺปเกนปิ เมธาวี ปาภเฏน วิจกฺขโณ

สมุฏฺฐาเปติ อตฺตานํ อณุงฺ อคฺคึ ว สนฺธมํ

(จุลกเศรษฐีชาดก)

ปราชญ์ผู้มีปัญญาเครื่องพิจารณา ย่อมดำรงตนไว้ได้ด้วยต้นทุน

แม้มีประมาณน้อย เหมือนก่อไฟทีละน้อยฉะนั้น

อันนักปราชญ์ ฉลาดรู้ อยู่ที่ไหน

ถึงอย่างไร ไม่จนใจ ในทุกอย่าง

ใช้ปัญญา พิจารณา หาหนทาง

ทุกทุกอย่าง แก้ได้ ไม่มืดมน

อันเมธา แม้นว่า ปัญญาน้อย

ต้นทุนด้อย ค่อยนึก ค่อยฝึกฝน

วิริยะ อย่าลด ให้อดทน

ก็ไม่จน ปัญญา อย่าดูแคลน

ดุจก่อไฟ ในกองฟืน ขึ้นทีแรก

ไฟจะแตก กระจาย คล้ายวงแหวน

จะลุกลาม ไปไกล ได้ทั่วแดน

ก็เปรียบแม้น ดังไฟ ไหม้กระจาย

อย่าได้หมิ่น นักปราชญ์ ฉลาดน้อย

ดุจเพชรพลอย กระจ้อยร่อย ค่ามากหลาย

อันว่าเพชร เม็ดเล็ก เท่าเม็ดทราย

ค่ามากมาย กว่าทราย หลายร้อยกอง

๒๖

๒๖. ค่าของคนจน

อตฺถมฺปิ เจ ภาสติ ภูริปํฺโญ อนาฬิโย อปฺปธโน ทลิทฺโท

น ตสฺส ตํ รูหติ ญาติมชฺเฌ สิรี จ ปํฺญาณวโต น โหติ

(สิริมันทชาดก)

คนมีปัญญา แม้จะพูดจามีเหตุผล ถ้าไร้ทรัพย์อับจนต้องเร่ร่อน ถ้อยคำของเขาก็ฟังไม่ขึ้นในหมู่คนรู้จัก มีแต่ความรู้ก็หาความสง่ามิได้

ถึงจะเป็น คนดี มีปัญญา

จานรรจา ไพเราะ เสนาะโสต

แต่ชีวา ฟ้าบันดาล ปานต้องโทษ

ไม่รุ่งโรจน์ ร่ารวย ไร้รังนอน

เป็นคนจร หมอนหมิ่น ไร้ถิ่นที่

ถึงจะมี ธรรมะ วาทะสอน

พูดคาดี ซึ้งซาบ เป็นกาพย์กลอน

ถ้อยสุนทร เขาก็เห็น เป็นยี่เก

มีปัญญา พูดจาดี มีเหตุผล

แต่ว่าจน ไม่ดิ้นรน คนร่อนเร่

เมื่อสดับ รับฟัง เขาลังเล

ไม่ยอมเท ทุ่มใจ ให้คนจร

ไม่สง่า ผ่าเผย เลยสักนิด

ถ้าจะคิด เป็นบัณฑิต ลิขิตสอน

จะต้องเลิก ทาตัว พเนจร

มีที่อยู่ ที่นอน ให้ชัดเจน

๒๗

๒๗. คนขัดแย้ง

สเจปิ สนฺโต วิวทนฺติ ขิปฺปํ สนฺธิยเร ปุน

พาลา ปตฺตา ว ภิชฺชนฺติ น เต สนฺถมมชฺฌคู

(กัสสปมันทิยชาดก)

คนดีขัดแย้งกัน ทำความเข้าใจกันได้เร็ว คนพาลแตกกัน

เหมือนหม้อดินแตก หาความสงบไม่ได้เลย

อันคนดี มีปัญญา คราขัดแย้ง

ก็ชี้แจง ด้วยเหตุ สังเกตผล

ความในใจ ให้ทราบสิ้น ได้ยินยล

แล้วต่างฝ่าย ต่างคน ก็เข้าใจ

พวกคนพาล ใช้กาลัง ไม่ยั้งคิด

ถูกหรือผิด ไม่รู้แม้ จะแก้ไข

ไม่ฉลาด แถมประมาท ขาดวินัย

มิได้ใช้ ปัญญา หาความจริง

ทุรชน คนพาลา ถ้าขัดแย้ง

เขาจะแบ่ง ฝักฝ่าย ไม่หยุดนิ่ง

ถ้าแตกแล้ว แตกไป ไม่ประวิง

ดุจทุ่มทิ้ง หม้อดิน สิ้นราคา

อันหม้อดิน บิ่นแยก แตกสลาย

มันกระจาย คล้ายเม็ด เศษหินผา

แตกไปแล้ว แตกยับ ไม่กลับมา

หมดปัญญา ประสาน เข้ารอยเดิม

๒๘

๒๘. โง่แล้วขยัน

น เว อนตฺถกุสเลน อตฺถจริยาสุขาวหา

หาเปติ อตฺถํ ทุมฺเมโธ กปิ อารามิโก ยถา

(อารามทูสกชาดก)

ผู้ไม่ฉลาดในประโยชน์(แต่พยายาม)จะทำประโยชน์ ก็นำความสุขมาให้ไม่ได้ คนโง่มีแต่จะทำให้เสียประโยชน์ เหมือนลิงเฝ้าสวน

(ทำให้ต้นไม้เสียหายหมด) ฉะนั้น

อันคนเขลา แต่ขยัน หมั่นทากิจ

งานนั้นผิด แผกไป ใช่ประสงค์

จะทากิจ ผิดทาง อย่างงวยงง

แต่ยังคง ดึงดัน หมั่นมิวาย

ไม่โกศล ดลใจ ให้แต่โทษ

ยังลิงโลด เริงร่า พาเสียหาย

อันคนโง่ ขยัน หมั่นแทบตาย

ก็ไม่ได้ ประโยชน์ โสตถิคุณ

อุปมา เอาลิงป่า มาเฝ้าสวน

มันจะป่วน พฤกษา พาหัวหมุน

จะทาให้ เจ้าของ ต้องขาดทุน

ต้นสละ ขนุน อาจสูญพันธุ์

การทาดี ไม่ถูกดี นี้น่าคิด จะสัมฤทธิ์ นั้นไซร้ อย่าได้ฝัน

อย่าได้มอบ รับผิดชอบ งานสาคัญ คนโง่นั้น อันตราย ไม่รู้งาน

*

๒๙

๒๙. วิชา

สพฺพํ สุตมธีเยถ หีนมุกฺกฏฺฐมชฺฌิมํ

สพฺพสฺส อตฺถํ ชาเนยฺย น จ สพฺพํ ปโยชเย

โหติ ตาทิสโก กาโล ยตฺถ อตฺถาวหํ สุตํ

(มูสิกชาดก)

ควรเรียนวิชาทุกอย่าง ไม่ว่าจะเลว ดี หรือปานกลาง ควรรู้ประโยชน์ของวิชาทุกอย่าง แต่ไม่ควรใช้ทุกอย่าง

โอกาสที่จะใช้วิชาที่เรียนไว้ให้เป็นประโยชน์ ย่อมจะมีอยู่

ควรจะเรียน วิชา หาประโยชน์

วิชาโทษ วิชาดี มีความหมาย

สิกขาที่ มีสาระ หรือเลวร้าย

ควรเรียนไว้ ประดับใจ ไม่ดูแคลน

ที่เรียนมา ให้พิจา- รณาใช้

ถ้าจะได้ รู้โทษ ประโยชน์แสน

ทาอะไร ให้ทาดี มีแบบแปลน

ต้องมีการ วางแผน ทุกขั้นตอน

เรียนอะไร ให้เพียร เรียนจนรู้

ปฏิบัติดู จะงาม ตามคาสอน

วิชาการ ทุกอย่างไป ม่ยอกย้อน

มีขั้นตอน สอนใจ ไม่ทาเลว

โอกาสใช้ วิชา ถ้าคับขัน ช่วยเสกสรรค์ วิชา คราล้มเหลว

วิทยา วิชานี้ ดีจริงเจียว ไม่โดดเดี่ยว เดียวดาย คล้ายใครเคียง

๓๐

๓๐. ศีลหรือความรู้

โมฆา ชาติ จ วณฺโณ จ สีลเมว กิรุตฺตมํ

สีเลน อนุเปตสฺส สุเตนตฺโถ น วิชฺชติ

(สีลวีมังสชาดก)

ชาติกำเนิดและชั้นชนเป็นสิ่งไร้สาระ ท่านว่าศีลเท่านั้นประเสริฐสุด

ไม่มีศีลเสียแล้ว มีความรู้ก็ไร้ประโยชน์

กาเนิดชาติ มิอาจ จะแบ่งชั้น

แบ่งขีดขั้น ชั่วดี ที่เป็น-อยู่

พระพุทธะ ศาสดา บรมครู

ท่านให้ดู ผลกรรม ทาดี-เลว

อันยศฐาน์ บรรดาศักดิ์ อัครฐาน

ศฤงคาร ของมนุษย์ ดุจห้วงเหว

เป็นหลุมพราง ลางร้าย คล้ายไฟเปลว

ใครข้องเกี่ยว ก้าวพลาด อาจม้วยมรณ์

มนุษย์เรา เขาใคร ไม่มีศีล

ก็จะสิ้น ศรีศักดิ์ หลักคาสอน

ของพุทธะ ศาสดา ชินวร

พระองค์สอน เรื่องกรรม ให้ทาดี

อันชนชั้น นั้นไซร้ ไร้สาระ

แต่ธรรมะ เป็นเลิศ ประเสริฐศรี

หากประมาท ขาดศีล ก็สิ้นดี

เป็นเมธี ไม่ได้ ถ้าไร้ธรรม

๓๑

๓๑. ความรู้-ความประพฤติ

น เหว เวทา อผลา ภวนฺติ สสํยมํ จรํฺญเญว สจฺจํ

กิตฺติํฺจ ปปฺโปติ อธิจฺจ เวเท สนฺตึ ปุเณติ จรเณน ทนฺโต

(เสตเกตุชาดก)

ความรู้นั้นจะไม่มีผลเสียเลยก็หาไม่ แต่การประพฤติสำรวมเป็นอันดีนั่นแลเป็นของจริง อาศัยความรู้ก็ได้รับเกียรติ ฝึกตนด้วยหลักความประพฤติก็ได้รับความสงบ

แม้จะเพียร เรียนรู้ อยู่หลายหลาก

แต่ถ้าหาก ใช้ผิดผิด คิดทางเสีย

ปราชญ์ท่านเห็น ว่าเป็น เช่นดังเรือ

ขาดหางเสือ เรืออาจ จะอับปาง

อันความรู้ นั้นคู่ คุณธรรม

บัณฑิตย้า ดุจนาไร่ ให้แผ้วถาง

ดั่งชาระ ศีลา มรรคาทาง

ก็ก้าวอย่าง เมธี มีปัญญา

วิทยา จะไม่เสีย เชื่อว่า “ไม่” ความรู้ไซร้ ที่ไม่ดี มีปัญหา

อันคนรู้ ทาชั่ว ทั่วโลกา ก็มีมา ให้เห็น ไม่เว้นวัน

ให้ประพฤติ ปฏิบัติ มีสัจจะ มีธรรมะ ประจาใจ ใครไม่หยัน

การสารวม อินทรีย์ นี้สาคัญ ให้ยึดมั่น เข้าไว้ ในใจเรา

มีวิชา พาทาดี เพิ่มศรีศักดิ์ ใครก็รัก เทิดทูน ตระกูลเผ่า

อันกุศล บริสุทธิ์ ตามดุจเงา ชิดติดเรา เข้าสงบ พบนิพพาน

 

๓๒

๓๒. ช้า - เร็ว

โย ทนฺธกาเล ทนฺเธติ ตรณีเย จ ตารยิ

สสี ว รตฺตึ วิภชํ ตสฺสตฺโถ ปริปูรติ

(คชกุมภชาดก)

ช้าในเวลาควรช้า เร็วในเวลาควรเร็ว ได้ประโยชน์เต็มเปี่ยม

เหมือนเดือน (เต็มดวง) สว่างกลางคืน

ถึงจะช้า ในครา ที่ควรช้า

เสียเวลา พาให้ ได้ประโยชน์

เวลาที่ เสียไป ไม่เกิดโทษ

ขอได้โปรด พินิจ พิจารณา

โบราณว่า ช้าเสียการ นานเสียกิจ

ให้น่าคิด ภาษิต ปฤศนา

บางอย่างช้า ไม่ควรช้า เสียเวลา

บ้างก็เร็ว เกินอัตรา พาเสียการ

งานทุกอย่าง ต่างกาล ในงานนั้น

ต้องรู้ขั้น รู้รอ บริหาร

รู้จักมอง ตรองตรึก ศึกษางาน

เมื่อรู้กาล งานนั้น ก็มั่นใจ

ย่อมจะได้ ประโยชน์ โสตถิผล

อย่างท่วมท้น ดุจจันทรา บนฟ้าใส

ที่เต็มดวง ห้วงเวหา นภาลัย

เด่นอยู่ใน ฟากฟ้า คราวันเพ็ญ

๓๓

๓๓. มองไม่เป็น

น อกาเล วิเปกฺเขยฺย กาเล เปกฺเขยฺย ปณฺฑิโต

ปูติมํโส ว ปชฺฌายิ โย อกาเล วิเปกฺขติ

(ปูติมังสชาดก)

คนฉลาด ไม่ควรมองในเวลาไม่ควร ควรมองในเวลาอันควร

คนที่มองไม่ถูกกาลเทศะ มักจะต้องซบเซาดุจสุนัขจิ้งจอก

อันบัณฑิต พิจารณา หาเหตุผล

แม้การยล มองตน และคนอื่น

ควรพินิจ คิดทัน ทุกวันคืน

จาต้องฝืน ขืนใจ ในบางครา

ไม่ควรมอง ในเวลา ไม่น่ามอง

ให้ตรึกตรอง มองให้ซึ้ง ถึงปัญหา

หากจะพิศ คิดดู อยู่ทุกครา

ทัศนา ในเวลา อันสมควร

อันการพิศ คิดให้ดี มีกาละ

พิจารณา ทัศนะ ให้ถี่ถ้วน

กาหนดรู้ ดูว่า ควรไม่ควร

ต้องทบทวน จึงควรพิศ พินิจตรอง

จะซบเซา เศร้ายิ่ง ดุจจิ้งจอก

ที่ช้าชอก โชคร้าย ให้หม่นหมอง

มีโรคภัย ไข้ป่า ครานอนกอง

ใครไม่มอง ต้องตาย คล้ายคือกัน

๓๔

๓๔. น้ำใจหัวหน้า

ตํ มํ น ตปฺปตี พนฺโธ วโธ เม น ตเปสฺสติ

สุขมาหริตํ เตสํ เยสํ รชฺชมการยึ

(มหากปิชาดก)

ข้าพเจ้าจะถูกขังหรือถูกฆ่า ก็ไม่เดือดร้อนอะไร เพราะข้าพเจ้า

ได้นำความสุขมาให้ แก่หมู่ลิงผู้ที่ยกย่องให้ข้าพเจ้าเป็นใหญ่

แม้ว่าข้าฯ ถูกขัง เหมือนดังว่า

หรือถูกฆ่า ชีพสิ้น ไม่กินแหนง

จะโดนดาบ สับเชือด จนเลือดแดง

โยนให้แร้ง ให้กา ไม่ว่าเลย

ไม่เสียใจ สักนิด ชีวิตนี้

ข้ายอมพลี ชีพได้ ใคร่เฉลย

อันตัวข้าฯ หนึ่งชีวัง ขอสังเวย

ไฉนเลย จะกลัวตาย เป็นชายชาญ

เมื่อยกข้าฯ สักการะ เป็นประมุข

ความทุกข์สุข ที่รับมา เวลาผ่าน

ความสุขนั้น มันก็เกิน เพราะเนิ่นนาน

เหมาะแก่กาล เวลา อย่าพวง

ข้าฯได้พา พวกท่าน พานพบสุข

ให้หลาน-ลูก ลิงทั้งหลาย ในเขตโขง

ให้พันธุ์เผ่า ลิงไพร ได้ดารง

ตายก็คง หลับตา ในครามรณ์

๓๕

๓๕. ตัดเชือก

รชฺชุ วาลมฺพนี เจสา ยา เคเห วสโต รติ

เอตํปิ เฉตฺวาน วชนฺติ ธีรา อนเปกฺขิโน กามสุขํ ปหาย

(สุสีมชาดก)

เมื่ออยู่ครองเรือน ก็มีความยินดี นี่แหละเป็นเสมือนเชือกผูกมัด เหนี่ยวรั้งไว้ ธีรชนตัดเชือกนี้ได้แล้ว สละกามสุขไม่อาลัยไยดี ออกบวชไป

การครองเรือน เหมือนสวรรค์ อันพันผูก

มีความสุข สาราญ ลูกหลานหลาย

เกษมศรี โลกีย์ นี้มันกลาย

ในบางราย เปลี่ยนไป คล้ายโลกันต์

การครองเรือน เหมือนโซ่ เส้นโตผูก

มันมัดลูก ผูกหลาน สานความฝัน

ผูกกับทรัพย์ หลายหลาก มากอนันต์

ที่สาคัญ ภรรยา พาอาลัย

ถ้าจะบวช ให้ตัดบ่วง ห่วงแห่งรัก

จาต้องหัก ห้ามจิต คิดเหลวไหล

อันความรัก ลูกหลาน ปานดวงใจ

จงตัดให้ ขาดสิ้น อย่ายินดี

สละกาม สละรัก หักห้ามจิต

ถ้าหากคิด จะหลีก ปลีกตัวหนี

เจริญตาม รอยบาท ชาติเมธี

ละโลกีย์ หนีให้ไกล ไม่หวนคืน

๓๖

๓๖. เหล็กกับทอง

โลเหน เว หํฺญติ ชาตรูปํ น ชาตรูเปน หนนฺติ โลหํ

สเจ อธมฺโม หํฺญติ ธมฺมมชฺช อโย สุวณฺณํ วิย ทสฺสเนยฺยํ

(ธรรมเทวปุตตชาดก)

เขาเอาค้อนเหล็กตีทองอย่างเดียว หาได้เอาทองตีเหล็กไม่ ถ้าอธรรมฆ่าธรรมเสียได้ในวันนี้ เหล็กก็เห็นจะน่าดูเท่า ๆ กับทอง

เปรียบค้อนเป็น เช่นอธรรม กระหน่าตี

ทองชั้นดี ถูกตี มีรูปลักษณ์

ค้อนตีทอง รองทั่ง ทั้งเบาหนัก

ทองก็มัก สวยใส ประกายวาว

เป็นคนดี เหมือน “ทอง” ต้องทาจิต

ทาชีวิต แข็งแกร่ง ดุจแท่งเสา

ถ้าคนพาล มาติ ตาหนิเรา

เหมือนขัดเกลา เผาทอง ให้ผ่องพรรณ

เหล็กตีทอง ทองอ่อน เหล็กกร่อนบิ่น

เหล็กค่อยสิ้น หมดไป ให้น่าขัน

แต่ว่าทอง กลับผ่องผุด สุดอนันต์

ค้อนเหล็กนั้น ปั่นค่า ไม่ขึ้นเลย

เหล็กกับทอง ตรองตรึก นึกให้ถ้วน

ทุกอย่างล้วน ควรใส่ใจ ใคร่เฉลย

หากเหล็กค่า เสมอทอง เท่ากันเลย

ก็ลงเอย ว่าโลกนี้ มีสมดุล

๓๗

๓๗. ความเจ็บปวด

อสิ ยถา สุนิหิโต เนตฺติโส ว สุปายิโก

สตฺตึ ว อุรสี ขิตฺตา กามา ทุกฺขตรา ตโต

(ปานียชาดก)

เหมือนดาบที่ลับดีแล้วเชือด เหมือนกระบี่ที่ขัดดีแล้วแทง เหมือนหอก

ที่พุ่งปักอก (เจ็บปานใด) กามทั้งหลายเจ็บปวดยิ่งกว่านั้น

ดาบลับแล้ว แวววาว ราวคันฉ่อง

คมดาบต้อง ผิวกาย ให้หวาดเสียว

อันกระบี่ ขัดอย่างดี ยาวรีเรียว

แทงทีเดียว ถึงตาย วายชีวัน

หอกคมขาว โมกขศักดิ์ พุ่งปักอก

ดุจดังตก นรกแดน เป็นแม่นมั่น

วิญญาณพราก จากร่าง อย่างนิรันดร์

ชีพก็พลัน มลาย วายชีวี

เจ็บจากคม บรรดา ศัสตราวุธ

ก็สิ้นสุด แค่ตาย วายเป็นผี

เจ็บจากกาม ลามถึง อเวจี

ละโลกนี้ ยังต้องรอ ทรมาน

อันกาม- ราคะ ภาระยิ่ง

ไม่หยุดนิ่ง เพียงสลาย กายสังขาร

มันซ่อนอยู่ หทัย คล้ายซาตาน

เจ็บดวงมาน ปานอัคคี ที่เผาลน

๓๘

๓๘. สิ่งที่ควรคบด้วยความระวัง

ฆตาสนํ กุญชร กณฺหสปฺปํ มุทฺธาภิสิตฺตํ ปทุมา จ สพฺพา

เอเต นโร นิจฺจยโต ภเชถ เตสํ หเว ทุพฺพิทุ สจฺจภาโว

(กุณาลชาดก)

ไฟกินเปรียง ๑ ช้างสาร ๑ งูเห่า ๑ พระราชาผู้ได้รับมูรธาภิเษกแล้ว ๑ หญิงทั้งปวง ๑ สิ่งทั้ง ๕ นี้ นรชนพึงคบด้วยความระมัดระวังเป็นนิตย์ เพราะสิ่งเหล่านี้มีความแน่นอนที่รู้ได้ยากแท้

ให้ควบคุม กินเปรียง เลี่ยงช้างสาร

โบราณขาน อสรพิษ อย่าชิดใกล้

กษัตรา ราชา ผู้ทรงชัย

หญิงทั่วไป อย่าวางใจ ให้ระวัง

สิ่งทั้งห้า เมธา ท่านว่าไว้

ถ้าอยู่ใกล้ ใช้ปัญญา อย่าพลาดพลั้ง

หากประมาท ชีวาตม์ อาจภินท์พัง

ต้องระวัง เสมอ อย่าเผลอตัว

ทั้งห้าไซร้ ท่านกล่าวไว้ ไม่แน่นอน

จงสังวร ด้วยซ่อนเร้น เห็นอยู่ทั่ว

ทะเลฉ่า น้านิ่ง ยิ่งน่ากลัว

อย่าได้มัว เพลิดเพลิน เจริญใจ

ทะเลใหญ่ ใครรู้ ด้วยดูยาก ทายลาบาก พายุมา พาฟ้าหลัว

สลาตัน ปั่นคลื่น ให้ตื่นกลัว มันเกิดชั่ว พริบตา อย่าดูแคลน

๓๙

๓๙. ปราบดิน-ปราบคน

สงฺขิตฺตรูเปน ภวํ มมตฺถํ อกฺขาสิ การนฺทิย เอวเมตํ

ยถา น สกฺกา ปฐวี สมายํ กาตุมนุสฺเสน ตถา มนุสฺสา

(การันทิยชาดก)

ดูก่อนการันทิยะ ท่านได้บอกความจริง โดยรวบยอดแก่เรา ข้อนั้นเป็นดังนี้ แผ่นดินนี้มนุษย์ไม่สามารถจะทำให้ราบเรียบได้ ฉันใด เราก็ไม่อาจจะทำให้มนุษย์ทั้งหลายมาอยู่ในอำนาจของเราได้ ฉันนั้น

ดูก่อนท่าน การันทิยะ

ที่ได้มี วาทะ รวบเฉลย

พจนา วาที ที่เปรียบเปรย

ยังไม่เคย สดับ เป็นสัจจริง

ว่าแผ่นดิน มนุษย์ สุดโลกหล้า

พสุธา ฟ้าใส กว้างใหญ่ยิ่ง

กว้างแค่ไหน ไม่สามารถ อาจอ้างอิง

นับเป็นสิ่ง ยากล้า จะคานวณ

ผืนพิภพ โลกา ที่ว่านี้

ยังไม่มี ใครเลิศ ประเสริฐล้วน

หากจะให้ ใครสยบ ต้องทบทวน

ดุจดินล้วน สูงต่า ดังคาเปรย

มนุษย์ใด ใต้หล้า โลกานี้ ไม่เห็นมี ใครทาได้ ใคร่เฉลย

ปรับพื้นโลก ให้ราบเรียบ ดังเปรียบเปรย ไฉนเลย จะเปลี่ยนได้ นิสัยคน

๔๐

๔๐. น้ำขุ่น

ยโถทเก อาวิเล อปฺปสนฺเน น ปสฺสติ สิปฺปิกสมฺพุกํฺจ

สกฺขรํ วาลุกํ มจฺฉคุมฺพํ เอวํ อาวิลมฺหิ จิตฺเต

น โส ปสฺสติ อตฺตทตฺถํ ปรตฺถํ

(อนภิรติชาดก)

เมื่อน้ำขุ่นมัว ไม่ใส บุคคลย่อมไม่แลเห็นหอยกาบ หอยโข่ง กรวด ทราย และฝูงปลา ฉันใด เมื่อจิตขุ่นมัว บุคคลก็ย่อมไม่เห็น

ประโยชน์ตน และประโยชน์ผู้อื่น ฉันนั้น

เมื่อนที สีมัว ทั่วย่านน้า

ดาขุ่นคล้า ฟองกระเซ็น ไม่เห็นหิน

ไม่เห็นปลา กรวดทราย สาหร่ายดิน

ขุ่นมัวสิ้น ได้ยินเพียง เสียงน้าดัง

เฉกความมัว ตัวตัณหา มาบังจิต

มันมากฤทธิ์ ส่งผลร้าย ให้ภายหลัง

ไม่ได้เห็น ประโยชน์ใด ใจมัวบัง

ดุจย่านวัง น้าขุ่นมัว บังตัวปลา

ดังกล่าวไว้ แต่ต้น จิตข้นขุ่น

ไม่เห็นบุญ เห็นบาป ความหยาบหนา

อันกิเลส ครอบงาจิต อวิชชา

มันบังตา ไม่ให้เห็น ประโยชน์ใคร

๔๑

๔๑. ความอยาก

อุปริ วิสาลา ทุปฺปูรา อิจฺฉา วิปตฺติคามินี

เย จ ตํ อนุคิชฺฌนฺติ เต โหนฺติ จกฺกธาริโน

(จตุทวารชาดก)

ทั้งสูง ทั้งกว้าง ยากที่จะทำให้เต็มได้ (นั่นแหละคือ) ความอยาก

มักให้ถึงความวิบัติ ใครหลงติดไปตามความอยาก

ก็เท่ากับแบกเอาจักรกรดไว้

อันความอยาก มากมาย มหาศาล

สุดประมาณ กว้างใหญ่ หาใดเท่า

ยิ่งกว่าฟ้า มหาสมุทร สุดคาดเดา

โบราณเว้า ว่าล้านเท่า จักรวาล

ความอยากนี้ ไม่มี ที่สิ้นสุด

ยากสมมติ อันใด มาไขขาน

อกุศล ต้นเหตุ กิเลสมาร

ถ้าพ้องพาน ถึงกาล จะล่มจม

ใครหลงผิด ติดตาม ความโลภอยาก

จะทุกข์ยาก มากหลาย ใจขื่นขม

แบกจักรกรด บนบ่า พาระทม

แลจะจม ลงนิรยะ อเวจี

อันความอยาก มากล้น เพียงคนเดียว บรรจุเหว ห้วงเวหา นภาศรี

ถึงโลกันตร์ ลุชั้น อเวจี ก็ล้นปรี่ ไม่มี ที่จะเติม

๔๒

๔๒. โรครักษายาก

กณฺหาหิ ทุฏฺฐสฺส กโรนฺติ เหเก อมนุสฺสวิฏฺฐสฺส กโรนฺติ ปณฺฑิตา

น กามนีตสฺส กโรติ โกจิ โอกฺกนฺตสุกฺกสฺส หิ กา ติกิจฺฉา

(กามนีตชาดก)

ถูกงูเห่ากัด ยังมีหมอบางคนรักษาได้ ถูกผีเข้าสิง ยังมีผู้ฉลาดไล่ออกได้

แต่ถูกความใคร่ครอบงำแล้ว ใคร ๆ ก็รักษาไม่ได้ ก็เมื่อล่วงล้ำ(ขอบเขต) ความดีงามเสียแล้ว จะรักษาได้อย่างไร

ถึงงูเห่า ขบกัด ตวัดเขี้ยว

เพียงครั้งเดียว ถึงตาย วายชีวาตม์

แต่บางครา ชะตา ก็ไม่ขาด

หมองูอาจ ช่วยได้ ไม่ม้วยมรณ์

แม้ผีเข้า หมอเฒ่า ผู้แก่กล้า

ทรงคาถา อาคม ข่มถอดถอน

คนที่ไข้ ลุกขึ้นได้ จากที่นอน

เที่ยวสัญจร ไปมา เหมือนคราดี

อันโรคภัย ในโลกา รักษาได้ แม้โรคร้าย ก็หายเห็น เป็นสุขี

แต่โรคา พยาธิง สิ่งที่มี ยังไม่เท่า ราคี มีในใจ

ถ้าหากถูก ความใคร่ เข้าครอบงา ก็ยากล้า จะหายา รักษาไหว

เพราะกาเนิด เกิดขึ้น ภายในใจ ยิ่งกว่าไข้ ทางกาย หายไม่มี

ด้วยเมื่อล้า ล่วงเขต ความดีงาม บาปจะตาม ติดใจ ไร้สุขี

ทากาละ จะก้าวสู่ อเวจี ไม่มีที่ จะอาศัย ในวิมาน

๔๓

๔๓. ถึงคราว

ยทา ปราภโว โหติ โปโส ชีวิตสงฺขเย

อถ ชาลํฺจ ปาสํฺจ อาสชฺชาปิ น พุชฺฌติ

(มาตุโปสกคิชฌชาดก)

เมื่อถึงคราวจะพินาศ

ถึงโอกาสจะสิ้นชีวิต แม้เฉียดชิดถึงข่ายและบ่วง ก็ยังไม่รู้สึกตัว

ถึงคราวฆาต ชีวาตม์ จะสิ้นสุด

ชีพจะหลุด จากกาย ทาลายขันธ์

ใครจะรู้ เวลาตาย วายชีวัน

ข้างหน้านั้น ไม่อาจ จะคาดกาล

อันคนเรา ถึงคราว ชะตาขาด

ใครไม่อาจ ยื้อได้ กายสังขาร

สรรพสิ่ง บุบสลาย ไปตามกาล

เร็วหรือนาน วานอย่า ได้คาดเดา

แม้เดือนวัน เวลา ในคราดับ

การล่วงลับ ชีวิต คิดแล้วเศร้า

ไม่มีใคร รู้แท้ แม้แต่เรา

บางครั้งเขา และเรา ก็ลืมวัย

แม้ใกล้ห่วง บ่วงหัตถ์ มัจจุราช

ความพินาศ อยู่ตรงหน้า หารู้ไม่

ยังหลับใหล ไม่ตื่น รื่นเริงใจ

ความวอดวาย อยู่ใกล้ ไม่รู้ตัว

๔๔

๔๔. จะเศร้าไปไย

น โสจนาย ปริเทวนาย อตฺโถ จ ลพฺภา อปิ อปฺปโกปิ

โสจนฺตเมนํ ทุขิตํ วิทิตฺวา ปจฺจตฺถิกา อตฺตมนา ภวนฺติ

(ตจสารชาดก)

ด้วยการเศร้าโศก และพิไรรำพัน จะได้ประโยชน์แม้สักนิดก็หาไม่

ศัตรูรู้ว่าผู้นี้มัวแต่เศร้าโศกทุกข์ตรม มีแต่จะดีใจ (สมน้ำหน้า)

อย่าโศกเศร้า เสียใจ พิไรร่า

มันเป็นกรรม ของตน แต่หนหลัง

ซ้ากรรมใหม่ กรรมเก่า เข้าประดัง

ถ้าไม่ตั้ง สติ จะมิงาม

ความโศกเศร้า จะเผาจิต อย่าคิดมาก

ความยุ่งยาก มันเป็น เช่นขวากหนาม

ตัดให้ราบ ปราบฟัน กันลุกลาม

ตรวจทุกยาม หนามหน่อ ก็หมดไป

ความเศร้าโศก เสียใจ ไร้ประโยชน์

มีแต่โทษ ไม่ทันคิด จิตหวั่นไหว

ความโศกเศร้า รัดทรวง เผาดวงใจ

ขอโปรดได้ ข่มใจ ใช้ขันตี

ถ้าศัตรู รู้ว่า เราไหวหวั่น ไม่เชื่อมั่น ในตัว กลัวทุกขี

อันขันติ โสรัจจะ หาได้มี ก็ได้ที ของเขา โปรดเข้าใจ

เขาจะสม น้าหน้า ถ้าเขารู้ ความเอ็นดู ของศัตรู อยู่ที่ไหน

อย่าหวังว่า จะได้ ความเห็นใจ หวังน้าใน ทะเลทราย อาจพอมี

๔๕

๔๕. นักล่อลวง

นาจฺจนฺตํ นิกติปฺปํฺโญ นิกตฺยา สุขเมธติ

อาราเธติ นิกติปฺปํฺโญ พโก กกฺกฎกามิว

(พกชาดก)

ผู้ใช้ปัญญาล่อลวง ย่อมไม่ได้ความสุขเสมอไป

ผู้ใช้ปัญญาล่อลวง(ในที่สุด)จะประสบชะตากรรม เหมือนนกยาง

ล่อลวงปู (เลยถูกปูหนีบคอขาด)

ใช้ปัญญา หาเล่ห์ มาลวงหลอก

ให้ช้าชอก ถูกหลอก จนหลงใหล

ให้เสียตัว เสียของ ต้องเสียใจ

ถึงกับไหม้ บรรลัย ล้มละลาย

ทาอะไร ก็จะได้ ในสิ่งนั้น

นักปราชญ์ท่าน ว่ากรรม ไม่สูญหาย

ปลูกมะม่วง ไม่อาจ จะกลับกลาย

เป็นต้นไม้ สายพันธุ์ใหม่ ไม่เคยมี

เปรียบให้เห็น เช่นนกยาง หลอกลวงปู

หัวมุดรู ถูกปูหนีบ มิอาจหนี

ปูตัวใหญ่ หนีบคอ ขาดทันที

โบราณชี้ ทุกชีวี ใช้หนี้กรรม

กมฺมุนา ตตีโลโก ถึงใหญ่โต คับฟ้า อย่าถลา

มีอะไร จะใหญ่ ไปกว่ากรรม ใคร่ขอย้า คนเหนือกรรม นั้นไม่มี

๔๖

๔๖. ความหวัง

อาสึเสเถว ปุริโส น นิพฺพินฺเทยฺย ปณฺฑิโต

ปสฺสามิ โวหํ อตฺตานํ ยถา อจฺฉิ ตถา อาหุ

(มหาสีลวชาดก)

ลูกผู้ชายควรหวังไว้เสมอ คนฉลาด ไม่เบื่อ (ที่จะหวัง) เราเองเห็นว่า

ตัวเรา เป็นไปได้ดังที่ปรารถนา (ก็เพราะความหวัง)

ลูกผู้ชาย ไม่เบื่อหน่าย คลายความหวัง

ชีวิตยัง ไม่ตาย กลายเป็นผี

มีความหวัง ตั้งใจ ไว้ให้ดี

ไม่รอรี รีบทา จักจาเริญ

คนฉลาด มีโอกาส มิอาจละ

วิริยะ ไม่วางไว้ ไม่ห่างเหิน

งานประเสริฐ เลิศล้า ควรดาเนิน

ไม่หมางเมิน มานะ พยายาม

หวังสิ่งใด ให้เพียร เรียนให้หมด

อย่าละลด ให้ขยัน หมั่นสอบถาม

จงมุ่งมั่น มานะ พยายาม

สิ่งงดงาม จะตามมา อย่าปรารมภ์

๔๗

๔๗. ขุดทะเลทรายหาน้ำ

อกิลาสุโน วณฺณปเถ ขณนฺตา อุทงฺคเณ ตตฺถ ปปํ อวินฺทํ

เอวํ มุนิ วิริยพลูปปนฺโน อกิลาสุ วินฺเท หทยสฺส สนฺตึ

(วัณณุปถชาดก)

ชนทั้งหลายไม่ย่อท้อ ขุดทะเลทราย ก็ได้พบน้ำในบริเวณนั้น มุนีก็เหมือนกัน เกิดกำลังขึ้นด้วยความเพียรแล้วไม่ย่อท้อ

พึงได้ความสงบแห่งหฤทัย

คนอาศัย ทะเลทราย กระหายน้า

มันชอกช้า เหลือที่ ทวีแสน

ทะเลทราย กว้างใหญ่ ไกลสุดแดน

มันแร้นแค้น แสนร้อน ไม่ผ่อนคลาย

พวกเขามี ที่หวัง ยังไม่สิ้น

จึงได้ดิ้น เพื่อความฝัน ในวันใหม่

ไม่ยอมหยุด ขุดบ่อ หาต่อไป

โอเอซิส คงสมใจ ดังใฝ่ปอง

หมู่มุนี มีพลัง ไม่ยั้งหยุด

หวังวิมุติ หลุดพ้น ความหม่นหมอง

มุ่งขัดเกลา กิเลส เหตุหมักดอง

เพื่อหมายปอง ครองธรรม พระสัมมา

จะสงบ สบนิรันดร์ สันติสุข ปลดเปลื้องทุกข์ จากใจ ไร้ปัญหา

ดาเนินตาม ธรรมะ พระพุทธาฯ หมดตัณหา ราคิน สิ้นทุกข์ตรม

๔๘

๔๘. ม้าดี-คนมีฝีมือ

ยทา ยทา ยตฺถ ยทา ยตฺถ ยตฺถ ยทา ยทา

อาชํฺโญ กุรุเต เวคํ หายนฺติ ตตฺถ วาฬวา

(อาชัญญชาดก)

ในหนทางใด ๆ ขณะใด ๆ หรือในสนามรบใด ๆ ในกาลใด ๆ ม้าอาชาไนยออกกำลังอยู่ ม้าเตี้ยก็หมดกำลังในที่นั้น

(เมื่อคนดีแสดงฝีมือ คนไร้ฝีมือก็สิ้นท่า)

อันอาชา ม้าดี มีฝีเท้า

เหยาะย่างก้าว เห็นราศี มีสง่า

วิ่งเร็วรุด ดุจลูกศร องค์ราชา

ทะยานมา เฉกสายฟ้า ให้น่าชม

หมู่ม้าเตี้ย เสียท่า ราคาตก

มิอาจยก เปรียบได้ ให้เหมาะสม

เทียบอาชา ม้ามิ่ง วิ่งดังลม

เอกอุดม สมราคา ม้าชั้นดี

เฉกคนดี มีฝีมือ ระบือลั่น

เขาหวาดหวั่น ไปทั่ว กลัวศักดิ์ศรี

คนไร้ชื่อ ฝีมือ ไม่เคยมี

ต้องหลบหนี ลี้หลีก ปลีกตัวไกล

ดุจตะวัน ผันผาย ในฟากฟ้า เดือน-ดารา ไม่เรืองรอง ผุดผ่องใส

ดั่งจะพราก จากฟ้า นภาลัย ไม่เหมือนใน ราตรี มีประกาย

๔๙

๔๙. ดีของชาวบ้าน

ทกฺขํ คหปตํ สาธุ สํวิภชฺชํฺจ โภชนํ

อหาโส อตฺถลาเภสุ อตฺถพฺยาปตฺติ อพฺยโถ

(อินทริยชาดก)

สำหรับผู้ครองเรือน ความขยัน นับเป็นดีชั้นหนึ่ง แบ่งปันให้แก่ผู้อื่นแล้วจึงบริโภค นับเป็นดีชั้นสอง ไม่หลงระเริงใจในเมื่อได้ประโยชน์ นับเป็นดีชั้นสาม ไม่มีความลำบากในใจเมื่อเสื่อมลาภผล นับเป็นดีชั้นสี่

ผู้ครองเรือน ที่ดี มีสี่ขั้น

ความขยัน นั้นเป็นหนึ่ง พึงแสวง

การแบ่งปัน ขั้นที่สอง ต้องสาแดง

จักเป็นแรง ศูนย์รวม ความดีงาม

จะไม่หลง เริงใจ ในชีวิต

ได้ลิขิต ให้เห็น เป็นข้อสาม

เกิดอะไร ต้องปลงใจ ได้ทุกยาม

เป็นความงาม ขั้นที่สี่ ดีนักแล

ไม่ลาบาก ยากใจ ให้เป็นทุกข์

ถ้าเสื่อมลาภ ก็เป็นสุข เกษมแท้

แม้ยศฐาน์ บรรดาศักดิ์ จักเปลี่ยนแปร

ไม่ท้อแท้ แม้ตัวตาย ไม่อาทร

๕๐

๕๐. คนพลัดถิ่น

วิเทสวาสํ วสโต ชาตเวทสเมนปิ

ขมิตพฺพํ สปํฺเญน อปิ ทาสสฺส ตชฺชิตํ

(ทัททรชาดก)

เมื่อไปอยู่ต่างถิ่น แม้จะมีสติปัญญารุ่งโรจน์ เสมอด้วยไฟป่า

ก็พึงอดทน แม้จะถูกคนรับใช้ขู่ตะคอก

มีปัญญา เหลือหลาย คล้ายไฟป่า

ดุจอาภา โรจน์รุ่ง พุ่งรัศมี

ความรอบรู้ พรูพรั่ง ดั่งอัคคี

ก็ควรที่ จะเจียมตน เมื่อพ้นคาม

จากแผ่นดิน ถิ่นแคว้น แดนอาศัย

ต้องถ่อมใจ ถ่อมกาย ถ้าใครหยาม

ต้องเสงี่ยม เจียมไว้ ได้ทุกยาม

อย่าวู่วาม วุ่นวาย ให้ใครยล

พึงอดทน อย่าบ่น กลคนใบ้

แม้คนใช้ ตะคอกด่า ก็อย่าสนฯ

ใครนินทา ว่าร้าย ไม่ยินยล

ก็จักพ้น พาลภัย ไร้กังวล

จงทาตัว เป็นมังกร ซ่อนกลีบเมฆ

ปลีกวิเวก แดนไกล ให้ฝีกฝน

อยู่ที่ไหน ให้เรียนรู้ ดูใจคน

หลบให้พ้น ปาก-ใจตน ก็พ้นภัย

๕๑. ไม่พอ

ปฐพฺยา สาลิยวกํ ควาสฺสํ ทาสโปริสํ

ทตฺวาปิ นาลเมกสฺส อิติ วิทฺธา สมํ จะเร

(กามชาดก)

แม้จะให้สมบัติเช่นไร่นาสาโท โคม้าข้าคนหมดทั้งแผ่นดิน ก็ยังไม่เพียงพอแก่คนคนเดียว รู้อย่างนี้แล้ว พึงประพฤติให้พอดี ๆ

แม้จะยก ไร่นา มหาศาล

บริวาร ทาสข้า โคม้าให้

มอบแผ่นดิน ใหญ่หลวง อันกว้างไกล

แม้จะให้ โลกทั้งใบ ไม่เพียงพอ

อันความโลภ ของมนุษย์ หาสุดสิ้น

ยกธรณิน สิ้นโลกัย ไม่เหลือหลอ

จักรภพ จบจักรวาล นั้นไม่พอ

บรรจุท่อ ตัณหา อย่าหวังเต็ม

ที่ว่านั้น เป็นตัณหา ของคนเดียว

ก็ห่อเหี่ยว บรรยาย หลายล้านเล่ม

แผ่นกระดาษ ทั้งโลกา จารึกเต็ม

หาได้เกม จบกัน ตัณหาคน

รู้อย่างนี้ จงหลีกลี้ หนีตัณหา

ถึงแม้ว่า ยากเพียงใด ให้ฝึกฝน

อันความอยาก มากไม่ได้ ในกมล

ละให้พ้น ให้ไกล จากใจเรา

๕๒. รสเลิศ

เยเกจิเม อตฺถิ รสา ปฐพฺยา สจฺจํ เตสํ สาธุตรํ รสานํ

สจฺเจ ฐิตา สมณพฺราหฺมณา จ ตนยฺติ ชาติมรณสฺส ปารํ

(มหาสุตโสมชาดก)

ประดารสอันมีอยู่บนพื้นปฐพี สัจจะเป็นยอดดีกว่าทุกรส

นักบวชนักพรตมั่นอยู่ในสัจจะ ข้ามฝั่งชาติชรามรณะได้จริง ๆ

อันว่ารส หมดโลกา ที่ว่านี้

รสที่ดี มีมาก อยู่หลากหลาย

แต่รสอื่น หมื่นแสน แม้นบรรยาย

ยังไม่คล้าย รสธรรม พระสัมมาฯ

สัจธรรม ความจริง เป็นสิ่งเลิศ

แสนประเสริฐ กว่าทอง ต้องใฝ่หา

วจนะ ธรรมะ พระพุทธา

ล้าเลอค่า กว่าสิ่งใด ในปฐพี

อันนักพรต ที่ดี มีสัจจะ

ครองธรรมะ ชาระศีล ให้ใสศรี

เจริญรอย ตามบาท ชาติเมธี

พระมุนี พุทธองค์ ผู้ทรงญาณ

สัจธรรม ล้าเลิศ ประเสริฐยิ่ง

ความสัจจริง พระองค์ ทรงไขขาน

ชาติ-ชรา พยาธิ กิเลสมาร

ข้ามพ้นผ่าน มรณัง ถึงฝั่งธรรม

๕๓. ความในใจ

คุยฺหสฺส หิ คุยฺหเมว สาธุ น หิ คุยฺหสฺส ปสตฺถมาวิกมฺมํ

อนิปฺปนฺนตาย สเหยฺย ธีโร นิปฺผนฺนตฺโถ ว ยถาสุขํ ภเณยฺย

(ปัญจบัณฑิตชาดก)

ปิดความในใจไว้ก่อนดีกว่า เปิดเผยออกไปไม่มีใครสรรเสริญ ประโยชน์ยังไมสำเร็จ คนฉลาดต้องอดกลั้นไว้ก่อน

ประโยชน์สำเร็จแล้ว พูดได้ตามสบาย

ความในใจ เก็บไว้ แต่ในอก

มันไม่รก รุงรัง ดังสิ่งของ

จงซ่อนไว้ อย่าให้ ใครเขามอง

จาจะต้อง เก็บให้มิด ความคิดเรา

เปิดเผยไป ใครใคร ไม่สรรเสริญ

ปราชญ์จะเมิน มองเห็น เป็นคนเขลา

คนฉลาด มิอาจ จะดูเบา

เขาเห็นเรา ทะลุล่วง ถึงดวงใจ

เมื่อสาเร็จ ประโยชน์ โสตถิผล ใครได้ยล ก็รู้ว่า น่าเลื่อมใส

ประกอบกรรม ทากิจ คิดการใด ทาด้วยใจ ใครใคร ก็ชื่นชม

ทาการใด ใครเขา เราก็ทราบ ถ้าเป็นบาป รู้ได้ ใจขื่นขม

ถ้าเป็นบุญ มากค่า น่านิยม ไม่ระทม ทุกข์ใจ ไร้กังวล

คนฉลาด สามารถ จะอดกลั้น งานนั้นนั้น ต้องขยัน หมั่นฝึกฝน

อันเมธี อยู่ที่ ความอดทน หมู่มวลชน คนเขา ย่อมเข้าใจ

๕๔

๕๔. เด็ดเดี่ยว

สเจปิ วาโต คิริมาวเหยฺย จนฺโท จ สุริโย จ ฉมา ตเปยฺยุ™

สพฺพา จ นชฺโช ปฏิโสตํ วเชยฺยุง น เตฺววหํ ราช มุสา ภเณยฺยํ

(จัมเปยยชาดก)

ถ้าลมจะหอบภูเขาเอาไปได้ก็ดี จันทราทิตย์เผาผลาญ แผ่นดินไปก็ดี

แม่น้ำทุกสายไหลกลับก็ดี ถึงกระนั้น ข้าพเจ้าก็จะไม่พูดมุสา

ลมจะพัด หอบภูเขา เอาไปได้

ไฟจะไหม้ โลกราพ- ณาสูร

พระอาทิตย์ จันทรา พาอาดูร

แผดเผาสูญ พืชพันธุ์ ธัญวงศ์

แม้แม่น้า ทุกสาย จะไหลย้อน

โลกจะร้อน ละลาย กลายเป็นผง

ใจของข้า สัญญา จะซื่อตรง

จะดารง คงมั่น ไม่สั่นคลอน

มีอะไร เปลี่ยนจิต ความคิดได้

ด้วยว่าใจ มั่นยิ่ง ดั่งสิงขร

ด้วยยึดถือ ธรรมะ พระบวร

น้อมมาสอน ให้จิต คิดทาดี

ถึงอย่างไร ไม่มีจิต คิดมุสา

เนื่องจากว่า ถึงธรรมะ พระชินสีห์

จะปฏิบัติ จนกว่า ชีวิตนี้

เป็นธุลี ผุยผง ลงสู่ดิน

๕๕. ช้างติดหล่ม

นาโค ยถา ปงฺกมชฺเฌ พฺยสนฺโน สยํ ถลํ นาภิสมฺโภติ คนฺตุ™

เอวมหํ กามปงฺเก พฺยสนฺโน น ภิกฺขุโน มคฺคมนุพฺพชามิ

(จิตตสัมภูตชาดก)

ช้างติดหล่มเลน ถอนตัวขึ้นบกเองไม่ได้ ฉันใด

คนติดหล่มกาม ก็หันเข้าหาทางพระเองไม่ได้ ฉันนั้น

อันคชา คราติดหล่ม จมในปลัก

ด้วยตัวหนัก ชักขาขืน ขึ้นไม่ไหว

อุปมา ตัณหา ตราตรึงไว้

จึงติดใน หล่มใจ ไม่ถอนตัว

ติดหล่มกาม กิเลส เหตุแห่งทุกข์

มัวเคล้าคลุก ข้องใจ ในความชั่ว

อันมรรคะ ที่จะไป ให้น่ากลัว

ถ้าพันพัว ตัวตัณหา พาล่มจม

ติดหล่มกาม อย่าถาม ถึงหลุดพ้น

จะเวียนวน แหวกว่าย ให้ขื่นขม

ประดุจตก นิรยะ แสนระทม

จะทุกข์ตรม บ่มเศร้า ปวดร้าวใจ

๕๖

๕๖. โอกาสกับความกระตือรือร้น

อุปปนฺโนปิ เจ โหติ ชาติยา วินเยน วา

อถา ปจฺฉา กุรุเต โยคํ กิจฺเจ อาวาสุ สีทติ

(หังสชาดก)

แม้จะมีโอกาสดีกว่า เพราะชาติตระกูลหรือเพราะได้ฝึกศึกษามา

แต่ถ้ามัวอืดอาด ขาดความกระตือรือร้น เมื่อมีงานสำคัญ

มักจะจมอยู่ในห้วงอันตราย

มีโอกาส ชาติตระกูล คุณสมบัติ

สารพัด พร้อมพรั่ง ดังอุ้มสม

ดุจเทวัญ สรรเสก เอกอุดม

อาจจะล้ม ละลาย ให้ระวัง

การศึกษา พาให้ ได้ความรู้

เพื่อกอบกู้ ชีวิต ที่คิดหวัง

เป็นเครื่องเสริม ชีวี มีพลัง

อาจพลาดพลั้ง พินาศ ถ้าขาดธรรม

ถ้ามีพร้อม เลิศเลอ อย่างเพอร์เฟ็ค(Perfect)

มาแต่เด็ก แต่คิดผิด จิตถลา

มัวอืดอาด ยืดยาด ขาดศีลธรรม

ก็จะนา ผลร้าย มาให้ตน

ไม่กระตือ รือร้น ค้นความดี แถมไม่มี ความขยัน หมั่นฝึกฝน

อนาคต ทายว่า จะมืดมน ต้องติดใน วังวน ไปจนตาย

๕๗

๕๗. เตรียมพร้อม

กตา เม กลฺยาณา อเนกรูปา ยํฺญา ยิฏฐา เย วิปุลา ปสตฺถา

วิโสธิโต ปรโลกสฺส มคฺโค ธมฺเม ฐิโต โก มรณสฺส ภาเย

(มหาสุตโสมชาดก)

ความดีทุกรูปแบบ ข้าพเจ้าก็ทำแล้ว ยัญมีผลมากอันคนดีสรรเสริญ ข้าพเจ้าก็บูชาแล้ว มรรคาอันจะนำไปปรโลก ข้าพเจ้าก็แผ้วไว้พร้อมแล้ว ดำรงตนถูกถ้วนแล้ว ใครเล่าจะกลัวตาย

กุศลกรรม ข้าฯทา มาทุกสิ่ง

ไม่หยุดนิ่ง กรรมดี มิห่างเหิน

ยัญมีค่า เมธา ท่านดาเนิน

ก็จาเริญ เดินตาม ทุกยามไป

อันมรรคา ทางไป ในปรโลก

ก็ไม่โศก เศร้าหมอง เพราะผ่องใส

ด้วยได้แผ้ว ถากถาง หนทางไว้

จึงไม่ได้ ร้อนใจ ในครามรณ์

เมื่อดารง คงธรรม พระสัมพุทธ

บริสุทธิ์ สดใส ในคาสอน

ปฏิบัติ ธรรมะ พระชินวร

เมื่อจะจร จากไป ไม่ต้องกลัว

เมื่อทาดี ไว้มาก หากแตกดับ ชีพล่วงลับ มิได้ทา กรรมอันชั่ว

ประกอบแต่ กรรมดี มีหรือกลัว ไม่ได้ทา กรรมชั่ว กลัวอะไร

*

๕๘

๕๘. ไร้ประโยชน์

อคุณํ ธนุ ญาติกุเล จ ภริยา ปารํ นาวา อกฺขภคฺคํฺจ ยานํ

ทูเร มิตฺโต ปาปสหายโก จ กิจฺเจ ชาเต อนตฺถจรานิ ภวนฺติ

(กุณาลชาดก)

ธนูไร้สาย ๑ ภริยาอยู่บ้านญาติ ๑ เรือจอดฝั่งโน้น ๑

รถเพลาหัก ๑ มิตรอยู่ไกล ๑ สหายชั่ว ๑

๖ ประการนี้ เมื่อเกิดกิจธุระขึ้น ใช้ประโยชน์ไม่ได้

อันธนู คู่กาย ถ้าสายขาด

เมียนิราศ อยู่กับญาติ ห่างเคหา

เรือผูกโยง ตรงกันข้าม ฝั่งคงคา

รถเวลา เพลาหักไป ไม่ใช้งาน

มิตรอยู่ไกล สหายชั่ว ตัวเสนียด

คนเขาเกลียด ทั่วไป ไม่เรียกขาน

หมู่นักปราชญ์ ฉลาดยก หกประการ

ถ้ามีงาน จะใช้ ไม่ได้เลย

บ้างอยู่ไกล เกินกิจ ถ้าคิดใช้

บ้างอยู่ใกล้ ไร้น้ายา พาเมินเฉย

ดุจดังสิ่ง หกประการ ท่านเปรียบเปรย

อย่ามีเลย จะดี มีทาไม

๕๙

๕๙. หญิงก็เป็นได้

น หิ สพฺเพสุ ฐาเนสุ ปุริโส โหติ ปณฺฑิโต

อิตฺถีปิ ปณฺฑิตา โหติ ลหุมตฺถํ วิจินฺติกา

(สุลสาชาดก)

ใช่ว่าผู้ชายจะเป็นบัณฑิตไปเสียทุกที่ก็หาไม่

แม้ผู้หญิงที่รู้จักคิดหาเหตุผลได้ทันท่วงที ก็เป็นบัณฑิตได้

อันบัณฑิต คิดให้ดี มีหลายเพศ

ก็ด้วยเหตุ ปัญญา พาสั่งสม

หญิงก็ได้ ชายก็ดี ที่คิดคม

เป็นเมธา น่านิยม สมเมธี

หากนารี ความคิดดี มีความรู้

สามารถสู้ ผู้ชาย ไม่พ่ายหนี

วิชาเสริม เติมความสวย ช่วยสตรี

ให้ได้เป็น เมธี มีคุณธรรม

อันสตรี มีความรู้ อยู่ทั่วทิศ

เป็นบัณฑิต มีปัญญา พาเลิศล้า

อันนารี มีความรู้ เป็นผู้นา

ประกอบกรรม ทาดี มีถมไป

๖๐

๖๐. พลังหญิง

พลํ จนฺโท พลํ สุริโย พลํ สมณพฺราหฺมณา

พลํ เวลา สมุทฺทสฺส พลาติพลมิตฺถิโย

(โลมกัสสปชาดก)

พระจันทร์มีกำลัง พระอาทิตย์มีกำลัง สมณะและพราหมณ์มีกำลัง

ฝั่งสมุทรก็มีกำลัง แต่ผู้หญิงมีกำลังยิ่งกว่ากำลัง

ดวงจันทรา อาทิตย์ ฤทธิ์แรงร้าย

สาดส่องฉาย พลังแสง ทั้งแดงเหลือง

สุริยัน จันทรา พารุ่งเรือง

โลกประเทือง ทวี มีความงาม

สมณะ พราหมณ์ชี มีพลัง

ที่รู้หยั่ง โลกา ฟ้าทั้งสาม

พลังจิต คิดดี มีความงาม

สามารถห้าม ฟ้าลม ข่มคนเลว

มหาสมุทร สุดกว้างไกล ดุจไร้เขต

เมื่ออาเพศ เหตุร้าย ให้หวาดเสียว

พลังสมุทร ฉุดให้ตื่น คลื่นเป็นเกลียว

ช่างรวดเร็ว พายุร้าย ไม่ปรานี

พลังใน โลกา นามาเปรียบ

ถ้าจะเทียบ ยังเป็นรอง ของอิตถี

อันพลัง ทั้งหลาย ในโลกนี้

หมู่สตรี มียิ่ง กว่าสิ่งใด

๖๑

๖๑. ยอดภรรยา

ยา ทลิทฺที ทลิทฺทสฺส อทฺฒา อฑฺฒสฺส กิตฺติมา

สา หิสฺส ปรมา ภริยา สหิรํฺญสฺส อิตฺถิโย

(สุจจชชาดก)

มีเงินก็หาผู้หญิงได้ แต่หญิงใดจนก็จนด้วย รวยก็รวยด้วย

หญิงนั้นเป็นยอดภรรยา

อันสตรี มีหลาย มากมายนัก

ต้องการสัก เท่าใด ไม่ขัดสน

นารีที่ วิไล ในสากล

จะหาสัก กี่คน ก็มากมี

นารีที่ สามีทุกข์ ก็ทุกข์ด้วย

คราไม่รวย ป่วยไข้ ไม่หน่ายหนี

คราคับขัน ก็พร้อม จะยอมพลี

นับเป็นยอด นารี ศรีภริยา

*

๖๒

๖๒. คุณสมบัติของภรรยา

ยสฺส ภริยา ตุลฺยวยา สมคฺคา อนุพฺพตา ธมฺมกามา ปชาตา

โกลินิยา สีลวตี ปติพฺพตา ทาเรสุ เว โสตฺถานํ ตทาหุ

(มหามังคลชาดก)

ผู้ใด มีภรรยาวัยไล่เลี่ยกัน อยู่ร่วมกัน โดยปรองดอง ตามใจสามี

พอใจในทางธรรม ไม่เป็นหมัน มีศีล รู้จักปรนนิบัติ

ท่านว่าผู้นั้นมีภรรยาที่เป็นสวัสดิมงคลแล

ภริยา สามี ที่เทียมทัน

อายุนั้น ไล่เรียง รวมเคียงหมอน

ต่างคนต่าง ไว้วางใจ ไม่แง่งอน

ไม่ใจร้อน ผ่อนปรน ทนทุกทาง

ภรรยา ที่ดี มีธรรม-ศีล

อันมลทิน ทางใจ ให้ไกลห่าง

เอาใจใส่ ภัสดา อย่าละวาง

ทาทุกอย่าง การเรือน อย่าเชือนแช

ไม่เป็นหมัน นั้นเป็น ยอดปรารถนา

สามิกา หน้าบาน ปานดวงแข

สามีรัก อาลัย ไม่เปลี่ยนแปร

อันรักแท้ จะทวี มีโซ่ทอง

ปรนนิบัติ พัดวี สุดที่รัก สามีมัก สิเน่หา ให้ทองหยอง

อยู่ด้วยกัน จนแก่เฒ่า ไม้เท้าทอง เป็นคู่ครอง เคียงกาย จนวายชนม์

๖๓

๖๓. ไกลสาวก็ไกลโศก

ตสฺมา หิ เต สุขิโน วีตโสกา เย มาตุคาเมหิ จรนฺติ นิสฺสฏา

เอตํ สิวํ อุตฺตมมาภิปตฺถยํ น มาตุคาเมหิ กเรยฺย สนฺถวํ

(สมุคคชาดก)

ผู้ไม่เที่ยวคลุกคลีกับมาตุคาม ย่อมมีความสุข ไร้ความโศก ผู้ปรารถนาอุดมเกษมสุขนี้ ไม่ควรทำความสนิทสนมกับมาตุคาม

อย่าได้เที่ยว เกี่ยวข้อง ไปปองหมาย

ใช้เชิงชาย กรีดกราย ทากรุ้มกริ่ม

ด้วยนารี มีชั้น เชิญชวนชิม

เธอส่งยิ้ม แย้มใจ ให้ระวัง

ไม่คลุกคลี ตีโมง มาตุคาม

ทุกโมงยาม ไม่ทุกข์ เป็นสุขัง

เมื่อไม่มี ความรัก มักไม่ชัง

อย่าได้พลั้ง เผลอใจ ไปภักดี

ถ้ารักมาก หากพลาดหวัง ย่อมชังมาก

จะยุ่งยาก เป็นทุกข์ ไม่สุขี

ถ้าไม่รัก ความชัง ก็ไม่มี

ด้วยเหตุนี้ อย่าได้มี ความรักเลย

๖๔

๖๔. อย่าสนิทสนมด้วย

นาจฺจนฺตวณฺณา น พหูน กนฺตา น ทกฺขิณา ปทุมา เสวิตพฺพา

น ปรสฺส ภริยา น ธนสฺส เหตุ เอติตฺถิโย ปํฺจ น เสวิตพฺพา

(กุณาลชาดก)

งามเกินไป ๑ ใคร ๆ ก็รุมรัก ๑ คล่องแคล่วไปเสียทุกท่า ๑ ภรรยาท่าน ๑ เห็นแก่ทรัพย์ ๑ หญิง ๕ จำพวกนี้ ท่านว่าอย่าสนิทสนมด้วย

งามเกินไป ใครใคร ก็รุมรัก

คล่องแคล่วนัก ทุกท่า ภรรยาเขา

เห็นแก่ทรัพย์ เหลือล้น คนหลงเงา

โบราณเว้า อย่าเข้าใกล้ ไปเคลียคลอ

หญิงมายา ห้าจาพวก บวกความชั่ว

อย่าพาตัว เข้าเกี่ยวข้อง ร่วมห้องหอ

แพศยา นารี ไม่มีพอ

ไม่ต้องรอ ทบทวน ไม่ควรเคียง

ถ้าไม่ไป เสวนา สมาคม

ไม่ล่มจม ขมขื่น อย่าฝืนเสี่ยง

อันนารี อย่างนี้ มีทั่วเมือง

ไม่ควรเปลือง เวลา กับกากี

*

๖๕

๖๕. แม่น้ำ-ป่าไม้-ผู้หญิง

สพฺพา นที วงฺกคตา สพฺเพ กฏฺฐมยา วนา

สพฺพิตฺถิโย กเร ปาปํ ลพฺภมาเน นิวาตเก

(อัณฑภูตชาดก)

แม่น้ำทั้งหลายล้วนแต่คดเคี้ยว ป่าทั้งหลายล้วนแล้วไปด้วยไม้

หญิงทั้งหลายล้วนแต่ทำชั่ว เมื่อได้โอกาส

อันธารา ทั้งมวล ล้วนคดเคี้ยว

พนาเขียว แดนไพร ไม้เต็มป่า

หมู่นารี ได้ที มีเวลา

โอกาสมา ก็หาทาง สร้างราคี

สิ่งเหล่านี้ ที่เห็น มิเว้นว่าง

ไม่แตกต่าง ไปได้ ใจอิตถี

ป่ามีไม้ ไม่ผิด จิตสตรี

สายนที ที่คดหรือ คือใจนาง

อันแม่หม้าย ผัวเผลอ เขาเจอมาก

สามีจาก ลาไป แดนไกลห่าง

ไม่อยู่ร่วม ความรัก มักจืดจาง

จิตของนาง จักไม่ว่าง จากผู้ชาย

๖๖

๖๖. เปลือย

นคฺคา นที อโนทกา นคฺคํ รฏฺฐํ อราชิกํ

อิตฺถีปิ วิธวา นคฺคา ยสฺสาปิ ทส ภาตโร

(อุจฉังคชาดก)

แม่น้ำขาดน้ำก็ชื่อว่าเปลือย เมืองไม่มีผู้ปกครองก็ชื่อว่าเปลือย

หญิงหม้าย แม้มีพี่น้องตั้งสิบ ก็ชื่อว่าเปลือย

สายนที ไม่มีน้า ไม่ฉ่าชื่น

ก็จักตื้น ถึงทราย คล้ายเปลือยเปล่า

เมืองไร้คน ปกครอง ต้องซบเซา

คิดแล้วเศร้า ไม่รุ่งเรือง เหมือนเมืองเปลือย

อันหญิงหม้าย ไร้สามี ที่เคียงข้าง

ย่อมอ้างว้าง ร้างใจ ใคร่เฉลย

ดุจนารี ที่มี ความเปล่าเปลือย

ไฉนเลย จะมีความ สง่างาม

๖๗

๖๗. หญิงร้ายรู้ยาก

โจรีนํ พหุพุทธีนํ ยาสุ สจฺจํ สุทุลฺลภํ

ถีนํ ภาโว ทุราชาโน มจฺฉสฺเสโวทเก คตํ

(อัณฑภูตชาดก)

ภาวะของหญิงผู้เป็นนางโจร รู้(เล่ห์กล) มาก หาความจริง

ได้แสนยากนั้น เป็นการยากที่จะหยั่งรู้ เหมือนปลาอยู่ในน้ำ

ใจนางโจร คนร้าย รู้ได้ยาก

เล่ห์กลหลาก เหลือหลาย คนใจหิน

เหมือนมัจฉา ในธารา ใต้วาริน

สุดจะจินต์ สิ้นหวัง หยั่งใจเธอ

ไร้เสน่ห์ มีเล่ห์กล ฉ้อฉลนัก

คนไม่รัก มักเดียดฯ เกลียดเสมอ

ไม่มีใคร ใคร่พบ ประสพเจอ

ด้วยว่าเธอ เป็นนางร้าย ในสังคม

๖๘

๖๘. อย่าหลงอารมณ์หญิง

มา สุ นนฺทิ อิจฺฉติ มํ มา สุ โสจิ น อิจฺฉติ

ถีนํ ภาโว ทุราชาโน มจฺฉสฺเสโวทเก คตํ

(ทุราชานชาดก)

อย่ายินดีนักว่าหญิงนี้ปรารถนาเรา อย่าเสียใจนักว่าหญิงนี้ไม่

ปรารถนาเรา ความเป็นไปของหญิงรู้ได้ยาก เหมือนปลาอยู่ในน้ำ

อารมณ์หญิง เหมือนน้ากลิ้ง บนใบบอน

ไม่แน่นอน ย้อนยอก กลับกลอกได้

เฉกใบไม้ ในหน้าแล้ง กวัดแกว่งไกว

อันจิตใจ นารี นี้คือกัน

อย่ายินดี ปรีดา อารมณ์หญิง

ว่ารักยิ่ง เหลือหลาย ชายในฝัน

สัญญารัก สมัครชิด นิจนิรันดร์

เมื่อมาพลัน พรากหน้า อย่าเสียใจ

ความเป็นไป ในใจ รู้ได้ยาก

นารีหาก มากเล่ห์ เสน่ห์หลาย

ท่านเปรียบเหมือน มัศยา คราแหวกว่าย

อยู่ในสาย ธารา พาเวียนวน

๖๙

๖๙. รักที่ให้หมด

วาตํฺจ ชาเลน นโร ปรามเส โอสิํฺจเย สาครแมกปาณินา

สเกน หตฺเถน หเนยฺย โฆสํ โย สพฺพภาวํ ปทุมาสุ โอสฺสเช

(กุณาลชาดก)

ชายใดวางใจรักทั้งหมดให้หญิง ชายนั้นเหมือนดักลมด้วยตาข่าย

เหมือนใช้ฝ่ามือวิดน้ำมหาสมุทร ในที่สุดจะได้ยินแต่เสียงมือตัวเอง

ถ้าชายใด วางใจ ในความรัก

ผูกสมัคร นารี มีความหวัง

ใช้คาถา พระสิทธา นะจังงัง

จงระวัง นั่งใจเพลีย เพราะเสียเชิง

ท่านกล่าวเตือน เหมือนดักลม ด้วยตาข่าย

จักเปล่าดาย อย่าได้คิด จนจิตเหลิง

อย่าปล่อยใจ ให้เตลิด จนเปิดเปิง

อย่าระเริง หลงเขาหลอก จะชอกช้า

อนึ่ง ท่านว่าไว้ ใช้ฝ่ามือ

วิดน้าสะดือ สมุทร นั้นสุดขา

หวังให้น้า เหือดหาย ใครไม่ทา

ท่านจึงนา มาเปรียบไว้ ให้สังวร

วิดน้าใน ธารา มหาสมุทร

ผลที่สุด สิ้นพลัง ดังพระฯสอน

ได้ยินเสียง แต่ฝ่าหัตถ์ ชัดแน่นอน

อุทาหรณ์ สอนไว้ ให้ชายฟัง

๗๐

๗๐. เรือสองท่า

นตฺถิตฺถีนํ ปิโย นาม อปฺปิโยปิ น วิชฺชติ

เสวนฺติ เหตา ปิยมปฺปิยํฺจ นาวา ยถา โอรคุลํ ปรํฺจ

(กุณาลชาดก)

สำหรับผู้หญิง ไม่มีชายคนไหนเป็นที่รัก

ไม่มีชายคนไหนไม่เป็นที่รัก เธอคบได้ทั้งคนที่รักและคนที่ไม่รัก

เหมือนเรือจอดได้ทั้งฝั่งโน้นและฝั่งนี้

ไม่มีชาย คนใด ในใจหญิง

ที่รักจริง ยิ่งเหลือ เหนือสิ่งไหน

ที่นารี เก็บไว้ ในดวงใจ

ขออย่าได้ หวังอะไร ในใจนาง

เธอคบได้ ชายที่รัก และไม่รัก

เฉกดังเรือ จอดพัก ทั้งสองฝั่ง

เธอชวนชัก ทั้งคนรัก และคนชัง

ให้มานั่ง ในใจ ได้ทุกคน

*

๗๑

๗๑. ดั่งไฟป่า

ยํ เอตา อุปเสวนฺติ ฉนฺทสา ว ธเนน วา

ชาตเวโท วา สณฺฐานํ ขิปฺปํ อนุทหนฺติ นํ

(มหาปโลภนชาดก)

ผู้หญิงเข้าไปติดพันชายใด เพราะความพอใจหรือเพราะทรัพย์ก็ตาม

มักจะเผาผลาญชายนั้น โดยพลัน ดั่งไฟป่าเผาป่า

หากนารี มีสัมพันธ์ มั่นชายใด

จักเป็นไฟ ไหม้ทันที สิเนหา

แม้สัมพันธ์ นั้นช่วย ด้วยเงินตรา

ก็จะพาให้ จิตชาย ไหม้ระทม

ความลุ่มหลง อาลัย ดุจไฟป่า

เป็นตัณหา กองใหญ่ ให้ขื่นขม

จะเผาไหม้ หทัย ชายระทม

ทุกข์ถาโถม ทวี มิสร่างซา

๗๒

๗๒. ร้ายกว่า

สลฺลเป นิสิตขคฺคปาณินา ปณฺฑิโต อปิ ปิสาจโทสินา

อุคฺคเตชํ อุรคํปิ อาสิเท เอโก เอกาย ปทุมาย นาลเป

(กุณาลชาดก)

เจรจากับคนถือดาบคมกริบก็ได้ เจรจากับผีร้ายก็ได้ เข้าไปนั่งใกล้

งูพิษก็ได้ แต่เจรจากับผู้หญิงตัวต่อตัวไม่ได้

เจรจา คนถือ ศาตราวุธ

ก็จะหยุด ลงได้ ใช้เหตุผล

เจรจา ผีร้าย ใช้เวทย์มนต์

จักจานน โดยดี ไม่มีภัย

อันงูพิษ จะนั่งนิด อยู่ชิดใกล้

ก็นั่งได้ ถ้าจิตมั่น มิหวั่นไหว

อสรพิษ ไม่คิดร้าย กับใครใคร

เราต้องใช้ เมตตา อย่ารังแก

เจรจา นารี นี้แสนยาก

ต้องลาบาก ดุจมัจฉา ติดตาแห

ถ้าเป็นต่อ ก็จะหา ว่ารังแก

ถ้าแกล้งแพ้ ก็ว่าแย่ แพ้นารี

สองต่อสอง จะถูกมอง ในแง่ร้าย

ถ้าชิดใกล้ ก็ว่าไร้ ซึ่งศักดิ์ศรี

เจรจา ต้าอ้วย อิสตรี

ก็จะมี แต่ทางเสีย ให้เพลียใจ

๗๓

๗๓. ความโกรธ

อนินฺโท ธูมเกตู ว โกโธ ยสฺสูปสมฺมติ

อาปูรติ ตสฺส ยโส สุกฺกปกฺเข ว จนฺทิมา

(จุลโพธิชาดก)

ความโกรธของผู้ใดสงบระงับดับลงได้ เหมือนไฟหมดเชื้อ ยศของผู้นั้นย่อมเต็มเปี่ยม เหมือนพระจันทร์ข้างขึ้น (เต็มดวง)

บุคคลใด ไร้โทสะ ละความโกรธ

ไม่ก่อโทษ ก่อภัย ไร้ทุกขี

ดับตัณหา อันดับสอง กองอัคคี

ก็จักมี ความสุข ไม่ทุกข์ใจ

เมื่อไม่โกรธ โทษใคร ใจสร้างสรรค์

เหมือนพระจันทร์ ส่องสว่าง กลางฟ้าใส

ไม่มียศ เหมือนติดยศ ในดวงใจ

ไปแห่งไหน ใครเขา เฝ้าบูชา

๗๔

๗๔. ที่สุดของความโกรธ

ทุฏฺฐสฺส ผรุสา วาจา ปรามาโส อนนฺตรา

ตโต ปาณิ ตโต ทณฺโฑ สตฺถสฺส ปรมา คติ

โทโส โกธสมุฏฺฐาโน ตสฺมา โทสํ น โรจเย

(กัณหชาดก)

คนโกรธ แรกก็พูดจาหยาบคาย แล้วก็เกิดกระทบกระทั่งกัน

แล้วก็ลงมือลงไม้กัน ที่สุดก็จับอาวุธเข้าประหัตประหารกัน โทสะมีความโกรธเป็นพื้นฐาน เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงไม่ชอบโทสะ

ความโกรธา เกิดอัตตา วาจาหยาบ

ขอโปรดทราบ บาปกลาย ขยายผล

กระทบใคร ต่อใคร ให้อึงอล

จลาจล ก่อกวน ชวนต่อยตี

ถึงกับจับ ศัสตรา มาประหาร

แล้วรอนราน ไม่ละวาง อ้างศักดิ์ศรี

บ้างยกพวก ก่อการณ์ ผลาญชีวี

โทสัคคิ ไม่ควรมี ในหทัย

อันโทสะ มีโกรธา เป็นพื้นฐาน

ให้ร้าวราน ผลาญดวงแด สุดแก้ไข

ด้วยเหตุนั้น ฉันจึง ไม่พึงใจ

เก็บโกรธไว้ ในหทัย ให้หนักทรวง

๗๕

๗๕. พระเจ้า

อิสฺสโร สพฺพโสกสฺส สเจ กปฺเปติ ชีวิตํ

อิทฺธึ พฺยสนภาวํฺจ กมฺมํ กลฺยาณปาปกํ

นิทฺเทสการี ปุริโส อิสฺสโร เตน ลิมฺปติ

(มหาโพธิชาดก)

ถ้าพระเจ้าสร้างทุกสิ่งในโลก สร้างชีวิต สร้างฤทธิ์ สร้างความพินาศ สร้างความดีและความชั่ว คนที่ทำตามคำสั่งของพระเจ้าก็ย่อม

ทำบาปได้ พระเจ้าย่อมเปื้อนบาปนั้นเอง

ถ้าพระเจ้า เข้ามาสร้าง ดังที่ว่า

สร้างชีวิต ฤทธา มหาศาล

ทุกทุกอย่าง สร้างไว้ อะไรปาน

นับเป็นงาน หนักมาก หากท่านทา

สรรพสิ่ง ในโลกล้วน อยู่ถ้วนทั่ว

ทั้งกรรมชั่ว กรรมดี มีมากล้า

ในพิภพ จบฟ้า พระเจ้าทา

ก็มิอาจ จาใส่ใจ ในผลงาน

เมื่อพระองค์ ทรงให้ ใครทาบาป

ก็ย่อมทราบ บาปที่ทา ตามพระฯขาน

ปฏิเสธ อย่างไร ในผลงาน

พระทรงญาณ ย่อมรู้ อยู่แก่ใจ

อันมลทิน ที่ใคร ผู้ใดสร้าง มิอาจล้าง ลบเลือน ให้เหมือนใหม่

ใครทาบาป หยาบช้า มาอย่างไร คนชดใช้ ใครก็รู้ ผู้สั่งการ

๗๖

๗๖. ไม่ใช่ของแท้

น โส ราชา โย อเชยฺยํ ชินาติ น โส สขา โย สขารํ ชินาติ

น สา ภริยา ยา ปติโน น วิเภติ น เต ปุตฺตา เย น ภรนฺติ ชิณฺณํ

(มหาสุตโสมชาดก)

เอาชนะผู้ที่ไม่ควรจะชนะ ก็ไม่ใช่ราชา เอาชนะเพื่อน ก็ไม่ใช่เพื่อน

ไม่ยำเกรงสามี ก็ไม่ใช่ภริยา ไม่เลี้ยงดูบิดามารดาผู้แก่เฒ่า ก็ไม่ใช่ลูก

เป็นราชา ชนะคน ไม่ควรชนะ

สุริยะ ชนะ ประทีปแสง

มณีโชติ ชนะ เศษพลอยแดง

หิ่งห้อยแข่ง จันทรา หาคู่ควร

อันว่ามิตร ชิดใกล้ มีชัยเพื่อน

จะรางเลือน เพื่อนกลาย สหายขวัญ

ภรรยา เกรงสามี นี้สมควร

ทุกอย่างล้วน ชวนสังเกต เหตุปัจจัย

ไม่เลี้ยงดู บุพการี ที่แก่เฒ่า

ใช่ลูกเต้า เผ่าเชื้อ เลือดเนื้อไข

เป็นธรรมะ พุทธะ พระจอมไตร

ที่ตรัสไว้ ให้สดับ โปรดรับฟัง

๗๗

๗๗. ห้วงเหวแห่งพรหมจรรย์

อิตฺถิโย ตาต โลกสฺมึ ปมตฺตํ ปมเถนฺติ ตา

ผรนฺติ มุนิโน จิตฺตํ ตูลํ ภฏฺฐํว มาลุโต

ปปาโต เอส อกฺขาโต พฺรหฺมจริยสฺส นารท

(จุลนารทกัสสปชาดก)

พ่อนารทะเอ๋ย ! อันว่าสตรีในโลก ย่อมจะย่ำยีบุรุษที่มัวเมา ย่อมจะจูงจิตของนักพรตให้เพริดไป เหมือนลมพัดปุยนุ่นที่หล่นลอย นี่แหละ

ผู้รู้ท่านจึงว่า มันเป็นห้วงแหวแห่งพรหมจรรย์

นารทะเอ๋ย ท่านคงเคย ได้สดับ เรื่องเกี่ยวกับ บุรุษ สุดโง่เขลา

ด้วยทะนง หลงตัว ไปมัวเมา นาถนงเยาว์ เสาวภา แม่ยาใจ

อันนารี ย่ายี บุรุษเพศ

แม้วิเศษ ให้หม่นหมอง ต้องหวั่นไหว

เป็นมุนี ฤาษี หรือชีไพร

บังคับใจ ไม่ได้ ไร้พลัง

อิสตรี มีเสน่ห์ เล่ห์อานาจ

แถมสามารถ ดุจว่า อาคมขลัง

นักพรต-พระ ตาปัสสะ นะจังงัง

เปลี่ยนชีวัง เตลิด แลเพลิดไป

นารีเป็น เช่นห้วงเหว พรหมจรรย์

ถ้าหากรู้ ไม่ทัน ถึงตักษัย

ปราชญ์ผู้เฒ่า เบาราณ ท่านกล่าวไว้

โปรดอย่าได้ หลงคารม ชมความงาม

๗๘. เย้ยฟ้าท้าดิน

โย อิสฺสโรมฺหีติ กโรติ ปาปํ กตฺวา จ โส นุตฺตปเต ปเรสํ

น เตน โส ชีวติ ทีฆมายุ เทวาปิ ปาเปน สเมกฺขเร นํ

(อุมมาทันตีชาดก)

ทำชั่วเพราะคิดว่า ข้านี่ใหญ่ ทำแล้วก็มิได้พรั่นพรึงต่อใคร ๆ

ประพฤติเช่นนี้ อายุไม่ยืนยาวสักเท่าไร

แม้เทวดาฟ้าดินท่านก็มองด้วยสายตาเหยียดหยามให้

ทาชั่วช้า มีอัตตา ว่าข้าใหญ่

ไม่เกรงใจ ใครใคร คนไร้ศีล

ทาบาปไว้ ไม่เว้น เป็นอาจิณ

สร้างมลทิน ไม่ยินยล คาคนเตือน

ละสังขาร ผ่านชีวิต คิดหรือพ้น

บาปที่ตน ทานั้น มันเสถียร

อกุศล ผลชั่วไซร้ ไม่รางเลือน

เป็นดุจเพื่อน แนบกาย คล้ายดั่งเงา

ทาชั่วช้า อายุสั้น ท่านว่าไว้

ชีวิตวัย ร้อนร้าย คล้ายไฟเผา

เทวดา ทอดเนตร สังเกตเรา

อย่ามัวเมา ลุ่มหลง เริงโลกีย์

เทพเทวา ฟ้ารังเกียจ ถึงเหยียดหยาม ท่านประณาม ว่าชั่วช้า หมดราศี

จะตกใน นิรยะ อเวจี ละโลกีย์ จากไป ต้องใช้กรรม

๗๙

๗๙. ความลับ

ถิยา คุยฺหํ น สํเสยฺย อมิตฺตสฺส จ ปณฺฑิโต

โย จามิเสน สํหีโร หทยตฺเถโน จ โย นโร

(ปัณฑรกชาดก)

คนฉลาดไม่ควรขยายความลับแก่สตรี แก่ศัตรู

แก่คนที่มักเห็นแก่อามิสสินจ้าง และแก่คนที่จ้องแต่จะล้วงความลับ

อันชาติชาย ไม่ขยาย ไขความลับ

บอกให้กับ ศัตรู รู้เหตุผล

ถ้าเปิดให้ ล่วงรู้ ดูค่ายกล

หมู่ไพร่พล โยธา จะวอดวาย

อันความลับ ใครก็รู้ อยู่ที่จิต

ปิดให้มิด คิดให้ดี ที่จะไข

พวกปัจจา อย่าให้ดู รู้ความใน

จงเก็บไว้ ในใจ อย่าไขความ

หมู่สตรี คือศัตรู อยู่ใกล้ชิด

โปรดจงคิด ทุกครา อย่าหละหลวม

เธอจะหลอก ให้เชื่อ เพื่อล้วงความ

ถ้าหากร่วม หลงถลา จะช้าทรวง

อนึ่งพวกเห็น อามิส ติดสินจ้าง

มันจะสร้าง เครือข่าย อย่างใหญ่หลวง

ใช้ลูกไล่ เล่ห์เหลี่ยม เพื่อหลอกลวง

ให้ตกห้วง หุบเหว แต่เดียวดาย

๘๐

๘๐. เห็นกันอยู่หลัด ๆ

สายเมเก น ทิสฺสนฺติ ปาโต ทิฏฺฐา พหู ชนา

ปาโต เอเก น ทิสฺสนฺติ สายํ ทิฏฺฐา พหู ชนา

(ทสรถชาดก)

เวลาเช้าเห็นกันอยู่หลายคน เวลาเย็น บางคนไม่ได้เห็นกัน

เวลาเย็น เห็นกันอยู่หลายคน เวลาเช้า บางคนไม่ได้เห็นกัน

(จะเอาแน่อะไรกันเล่าชีวิต)

เวลาเช้า เห็นคนมาก อยู่หลากหลาย เวลาสาย บ่ายเย็น ไม่เห็นหน้า

มีบางคน หายพราก จากสายตา ไม่กลับมา ในวันใหม่ ให้อาวรณ์

เวลาเย็น เห็นกัน อยู่หลัดหลัด

เช้ามาพลัด พรากไป สุดไถ่ถอน

รักหนักหนา ไม่น่า มาจากจร

ให้สะท้อน สะเทือน ระทมทรวง

อนิจจา ชีวิต คิดแล้วเศร้า

มันปวดร้าว ดวงใจ อย่างใหญ่หลวง

พระผู้สร้าง ทั้งหลาย คล้ายหลอกลวง

แล้วให้ล่วง ทาไม เมื่อให้มา

ให้เกิดมา ไม่น่า ต้องลาลับ แล้วแตกดับ มลาย ใจผวา

ชีวิตนี้ ผู้ใด ใครให้มา หรือจะเป็น บัญชา ของพระพรหม

เมื่อสร้างแล้ว ทาไม ต้องทาลาย ใต้แตกตาย มลายขันธ์ สุดขื่นขม

พุทธองค์ ทรงชี้ไว้ ใช่พระพรหม ที่ขื่นขม ระทม-ทุกข์ สุขเพราะกรรม

๘๑

๘๑. มิตรภาพ

มิตฺโต หเว สตฺตปเทน โหติ สหาโย ปน ทฺวาทสเกน โหติ

มาสฑฺฒมาเสน จ ญาติ โหติ ตตฺตุตฺตรึ อตฺตสโมปิ โหติ

(กาฬกัณณิชาดก)

บุคคลชื่อว่าเป็นมิตร ด้วยการเดินร่วมกันเจ็ดก้าว ชื่อว่าเป็นสหาย

ด้วยการเดินร่วมกันสิบสองก้าว และชื่อว่าเป็นญาติ

ด้วยการอยู่ร่วมกันเดือนหนึ่งหรือกึ่งเดือน

ส่วนผู้ชื่อว่า เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ด้วยการอยู่ร่วมกันยิ่งกว่านั้น

ชื่อว่ามิตร สนิทรัก สมัครมั่น

เดินด้วยกัน เจ็ดก้าว เอาใจใส่

อันสหาย สิบสองก้าว คราวครรไล

ญาตินั้นไซร้ หนึ่งเดือน พากเพียรเดิน

เป็นอันหนึ่ง อันเดียว เกลียวสวาท

ไม่ตัดขาด กันได้ ไม่ห่างเหิน

ร่วมสมัคร มรรคา พาเจริญ

ไม่หมางเมิน มอบใจ ไว้ให้กัน

อันเพื่อนตาย ไม่คิดคด ทรยศเพื่อน

ปีหรือเดือน เคลื่อนไป ไม่แปรผัน

ใครให้ร้าย ไม่คลาย สายสัมพันธ์

ยังรักมั่น ไม่หวั่นไหว ใดทั้งปวง

๘๒

๘๒. เหตุให้คุ้น

ยสฺมึ มโน นิวิสติ จิตฺตํฺจาปิ ปสีทติ

อทิฏฺฐปุพฺพเก โปเส กามํ ตสฺมึปิ วิสฺสเส

(สาเกตชาดก)

ใจมั่นอยู่ในผู้ใด ทั้งจิต ก็เลื่อมใสในผู้ใด

ผู้นั้นแม้ไม่เคยพบเห็นกันมาก่อน ก็ย่อมคุ้นกันได้โดยแท้

หากเลื่อมใส ผู้ใด ใครคนหนึ่ง

ย่อมซาบซึ้ง ตรึงจิต คิดห่วงหา

เพียงรู้รับ กิตติศัพท์ นับเนื่องมา

ก็ศรัทธา ประสาทะ ไม่ละเลย

อันคนดี อยู่ที่ไหน ไกลพันลี้

ประชาชี ไม่ละเลิก ไม่เพิกเฉย

วิสาสา ปรมา พาคุ้นเคย

ไฉนเลย จะตีจาก คงยากลืม

๘๓

๘๓. มิตรโง่

เสยฺโย อมิตฺโต มติยา อุเปโต น เตฺวว มิตฺโต มติวิปฺปหีโน

มกสํ วธิสฺสนฺติ หิ เอลมูโค ปุตฺโต ปิตุ อพฺภิทา อุตฺตมงฺคํ

(มกสชาดก)

มีศัตรูฉลาด ก็ยังดีกว่ามีมิตรโง่ ลูกโง่ ๆ อาจจะผ่าขมองพ่อได้

โดยหมายใจว่าจะฆ่ายุง (เพราะยุงเกาะที่หัวพ่อ)

มีศัตรู ผู้ฉลาด ไม่ขลาดเขลา

ถ้าหากเรา สังเกต ด้วยเหตุผล

สืบประวัติ ชัดลึก ศึกษาคน

มีไกกล รณณรงค์ คงรู้ทัน

แต่ถ้ามิตร ชิดใกล้ นั้นใบ้บอด

ก็เหมือนมอด กินไม้ แก่นในนั่น

มันกัดแกะ แทะไม้ ไปวันวัน

รู้ไม่ทัน แก่นใน ก็ไส้กลวง

ท่านกล่าวว่า บิดา ก็ฆ่าได้

คนโง่ไร้ ปัญญา นั้นน่าห่วง

ไม่ต้องมี ใครที่ไหน ไปหลอกลวง

เพียงเป็นห่วง บิดา เพื่อฆ่ายุง

ยุงเกาะหัว บิดา คิดฆ่าให้ เขาจึงใช้ ขวานจาม มันจึงยุ่ง

เมื่อหัวแบะ เลือดไหล ลงอาบพุง เลือดก็พุ่ง พรมกาย ตายทันที มีมิตรเขลา เบาปัญญา พาวิบัติ วิสัยทัศน์ ไม่ก้าวไกล ให้ทุกขี

เพื่อนโง่เขลา เราเห็น เป็นคนดี แต่ไม่มี ความฉลาด อาจพาซวย

๘๔

๘๔. เพื่อนกลายเป็นศัตรู

อปิ เจ มํฺญติ โปโส ญาติ มิตฺโต สชาติ วา

โย ปุพฺเพ สุมโน ทุตฺวา ปจฺฉ สมฺปชฺชเต ทิโส

(ทูตชาดก)

แม้คนเราจะวางใจกัน ว่าเป็นญาติ เป็นมิตร เป็นสหาย คนที่ตอนแรกเป็นเพื่อนกันดี ๆ ตอนหลังเป็นศัตรูกันไปก็มี

(มนุษย์วางใจกันได้ยากเช่นนี้แหละ)

เคยวางใจ ใกล้ชิด เป็นมิตรรัก

ผูกสมัคร หมายมั่น มิหวั่นไหว

อธิกรณ์ ร้อนแรง เรื่องใดใด

ไม่ทำให้ ไขว้เขว ลังเลรวน

อนิจจา มาบัดนี้ ฤดีเปลี่ยน

ความเป็นเพื่อน เคลื่อนไป ให้ผันผวน

ทุกเวลา มาพินิจ คิดทบทวน

ไม่สมควร เป็นไป ให้งงงัน

ก็เนื่องด้วย กิเลส เหตุมัวหมอง

เข้าครอบครอง ดวงจิต คิดแปรผัน

เป็นศัตรู ผู้ร้าย ไปโดยพลัน

ไม่คงมั่น เหมือนที่คิด อนิจจา

๘๕

๘๕. คบคน

นิหียติ ปุริโส นิหีนเสวี น จ หาเยถ กทาจิ ตุลฺยเสวี

เสฏฺฐมุปคมํฺจ อุเทติ ขิปฺปํ ตสฺมา อตฺตโน อุตฺตรํ ภเชถ

(มาโนชชาดก)

ไม่ว่าเมื่อไร คบคนเลว ก็เลวด้วย คบคนเสมอกัน ไม่ขาดทุน

แต่คนที่ดีกว่าตน ควรรีบคบ เพราะฉะนั้น ควรคบคนที่ดีกว่าตน

จะคบใคร ผู้ใด ให้เลือกคบ

ถ้าไม่หลบ หลีกพาล สันดานชั่ว

เสวนา พาลาชน คนหมองมัว

ก็จะชั่ว อย่างเขา โปรดเข้าใจ

ถ้ามีเกลอ เสมอกัน นั้นดีอยู่

ก็ควรคู่ เคียงข้าง อย่างโปร่งใส

ยังดีกว่า คนชั่ว ตัวจัญไร

เพราะไม่ได้ ไม่เสีย เมื่อคบกัน

ปัณฑิตา นัญจะ เสวนา

คนรู้ค่า ชีวา พาสร้างสรรค์

คบคนดี มีบุญ หนุนอนันต์

เห็นสวรรค์ รำไร ในเมืองคน

ควรจะคบ คนดี ที่ฉลาด

ความสามารถ เหนือกว่านัก จักเกิดผล

มนุษย์เรา เขาใคร ในสากล

ที่ยินยล คนเหนือคน เขาบูชา

๘๖

๘๖. อย่าคบคนง่าย

หลิทฺทราคํ กปิจิตฺตํ ปุริสํ ราควิราคินํ

ตาทิสํ ตาต มา เสวิ นิมฺมนุสฺสมฺปิ เจ สิยา

(อรัญญชาดก)

ลูกเอ๋ย คนมีจิตเหมือนน้ำย้อมขมิ้น กลับกลอกเหมือนลิง รักง่าย

หน่ายเร็ว เจ้าอย่าคบหาคนเช่นนั้นเลย แม้แผ่นดินจะไร้มนุษย์ก็ตาม

ลูกเอ๋ย เจ้าคงเคย ได้สดับ ว่าถ้ารับ รักใคร ไม่ไถ่ถาม

ถึงโคตรเหง้า เหล่าวงศ์ เผ่าพงศ์นาม ความไม่งาม จะตามติด คิดให้ดี

คนใจดำ คล้ำราคี ดุจสีย้อม

เจ้าจงพร้อม ตีจาก พรากตัวหนี

จงรู้ไว้ ใครคนนั้น มันไม่ดี

จิตกาลี เป็นสีดำ จะช้ำใจ

กลับกลอกกลิ้ง ดั่งลิง หลอนหลอกเจ้า

โบราณเว้า ภายนอก บอกสุกใส

น้ำขุ่นข้น ล้นหลาก มากภายใน

ถ้าหากใคร คบค้า พาล่มจม

หากแผ่นดิน สิ้นมนุษย์ สุดแหล่งหล้า อยู่เอกา แม้ว่า จะขื่นขม

ยังดีกว่า อยู่กับใคร ใจโง่งม อยู่แล้วตรม ตรอมใจ ไม่ควรเนา

๘๗

๘๗. ไม่ทิ้งเพื่อน

อทฺธา เอโส สตํ ธมฺโม โย มิตฺโต มิตฺตมาปเท

น จเช ชีวิตสฺสาปิ เหตุ ธมฺมมนุสฺสรํ

(จุลหังสชาดก)

เพื่อนไม่ทิ้งเพื่อนในยามยาก แม้จะเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย ก็คำนึงถึงคุณธรรมระหว่างเพื่อน นี่เป็นหลักการของคนดีโดยแท้

จะยากดี มีจน คนเป็นเพื่อน

ไม่รางเลือน ละมิตร คิดหลีกหนี

มีใครเขา กล่าวหา ว่ากาลี

จะชั่วดี อย่างไร ไม่ทิ้งกัน

อย่ารักง่าย หน่ายเร็ว เกี่ยวกับมิตร

ไม่ฉุกคิด บ้างเล่า เขาแสร้งสรร

มีแต่ย้ำ คำเว้า กล่าวหากัน

เท็จทั้งนั้น เรารู้ทัน มันไม่จริง

ถึงคอขาด บาดตาย ไม่ขายเพื่อน

สติเตือน ไม่เลือนหาย ในทุกสิ่ง

อตีตัง ยังซาบซึ้ง เคยพึ่งพิง

จะให้ทิ้ง เพื่อนตาย ได้อย่างไร

อันคนดี มีธรรม ประจำจิต

ขอให้คิด มั่นอุรา อย่าหวั่นไหว

อันศัตรู หมู่มาร แลพาลภัย

ก็จักไกล ไม่กล้า มายุยง

๘๘

๘๘. อย่างไรก็อย่างนั้น

นเม นมนฺตสฺส ภเช ภชนฺตํ กิจฺจานุกุพฺพสฺส กเรยฺย กิจฺจํ

นานตฺถกามสฺส กเรยฺย อตถํ อสมฺภชนฺตมฺปิ น สมฺภเชยฺย

(โคธชาดก)

ใครไหว้ ไหว้ตอบ ใครคบ คบด้วย ใครช่วยทำธุระให้ ก็ช่วยทำธุระ

ให้เขา ใครอยากให้เราพินาศ ก็อย่าทำความเจริญให้เขา

ใครไม่อยากคบ ก็อย่าไปคบเขา

ใครเคารพ นบไหว้ ให้ไหว้ตอบ

เป็นการชอบ นอบน้อม ยอมสนอง

นิวาตะ ลดมานะ นั้นดุจทอง

ไม่จองหอง จะครองใจ ใครก็ชม

ใครช่วยทำ ธุระให้ อย่าใจจืด

อย่าเย็นชืด มืดมิด ทำจิตขม

อรรถะ จริยา พานิยม

เป็นการบ่ม เพาะความรัก ควรตักตวง

ใครคนไหน อยากให้เขา เราพินาศ อย่าประมาท ขาดพินิจ จงคิดขวาง

แสร้งทำดี เท่าที่ทราบ เป็นภาพลวง อย่าก้าวล่วง เข้าคบหา อย่าพลั้งใจ

อย่าส่งเสริม เติมต่อ ก่อเกียรติ์ยศ ขอจงปลด งดช่วย ด้วยผลักใส

คนพยาบาท อาฆาตฆ่า อย่าวางใจ ขออย่าใกล้ อยู่ให้ไกล ไม่เสวนา

ใครไม่อยาก คบค้า สมาคม อย่านิยม ชมชิด คิดคบหา

ถึงไม่เป็น เช่นหงส์ วงศ์ศักดา อย่าใฝ่หา สกุณา เผ่ากาดำ

๘๙

๘๙. หลีกให้ไกล

เนว ทุฏฺเฐ นโย อตฺถิ น ธมฺโม น สุภาสิตํ

นิกฺกมํ ทุฏฺเฐ ยุํฺเชถ โส จ สพฺภิ น รชฺชติ

(ทีปิชาดก)

ชนโฉด ย่อมไม่มีเหตุผล ธรรมะ และวาจาสุภาษิต ควรพยายามหลีกไปให้พ้นคนโฉด (ดีกว่าจะพูดอะไรด้วย) คนชนิดนั้นย่อมไม่พอใจ

(ที่จะฟังคำของ) คนดี ๆ

คนโฉดชั่ว มัวเมา เผาชีวิต

เรื่องถูกผิด คิดไม่เป็น เห็นมิจฉา

ไม่ยอมโต โง่เขลา เบาปัญญา

อวิชชา บังใจ ให้ฝ้ามัว

อันคนโฉด โปรดเข้าใจ ไร้เหตุผล

พวกยากจน ปัญญา คนตาถั่ว

คนโฉดชั่ว ตัวปัญหา อย่าพันพัว

คิดให้ทั่ว จงเกลียดกลัว บัวใต้ดิน

ธรรมธารา วาจา สุภาษิต ไม่เคยคิด เคยสนฯ คนใจหิน

คุณธรรม ไม่ใส่ใจ ไม่ยลยิน จะถวิล สักนิด ไม่คิดการ

จงหลีกทาง ห่างไว้ อย่าใกล้ชิด อย่าผูกมิตร คนจัญไร ใคร่ไขขาน

คนเหล่านี้ มีชื่อว่า อันธพาล ชอบล้างผลาญ คนดี เมธีชน

คนชั่วช้า ถืออัตตา เป็นที่ตั้ง จงหยุดยั้ง ขืนพูดไป ก็ไร้ผล

จะอรรถา- ธิบาย ไม่ยินยล ก็อย่าสนฯ คนพาล มารความดี

๙๐

๙๐. เหตุให้หน่ายแหนง

อจฺจาภิกฺขณสํสคฺคา อสโม สรเณน จ

เอเตน มิตฺตา ชีรนฺติ อกาเล ยาจนาย จ

(มหาโพธิชาดก)

ผองเพื่อนย่อมหน่ายแหนงกันด้วยเหตุ ๓ ประการ คือ ด้วยการคลุกคลีกัน

เกินควร ๑ ด้วยการไม่ไปมาหากัน ๑ ด้วยการขอในเวลาที่ไม่เหมาะอีก ๑

สาเหตุเพื่อน เปลี่ยนไป ให้หน่ายแหนง

ขีดเส้นแบ่ง แห่งที่ ไมตรีหด

จากความรัก มากมาย เริ่มคลายลด

ถึงกับหมด อาลัย เยื่อใยกัน

ด้วยคลุกคลี กันนาน เกินกาลนัก

ที่เคยรัก จึงมัก จักแปรผัน

วิสาสา ปรมา ญาตีนั้น

ไม่เกรงใจ ต่อกัน ก็พลันกลาย

หนึ่งนั้นไซร้ ไม่ไปมา หาสู่มิตร

ความใกล้ชิด เหมือนญาติ อาจขาดหาย

มิตรภาพ ที่ซาบซึ้ง ติดตรึงใจ

ก็มลาย ไปสิ้น ถึงภินท์พัง

หนึ่งการขอ ในเวลา ไม่น่าขอ

ไม่รู้พอ แก่ใจ ไม่หยุดยั้ง

ที่เคยรัก มากมาย กลายเป็นชัง

มิตรจะพัง ง่ายดาย ให้ใคร่ครวญ

๙๑

๙๑. ไม้ดกนกตอม

ทุมํ ยถา สาธุผลํ อรํฺเญ สมนฺตโต สมภิสรนฺติ ปกฺขี

เอวมฺปิ อทฺธํ สธนํ สโภคํ พหุชฺชโน ภํฺชติ อตฺถิเหตุ

(สิริมันทชาดก)

ไม้ป่ามีผลดก หมู่นกย่อมบินรุมล้อม คนมั่งคั่งพรั่งพร้อมด้วยโภคทรัพย์ หมู่คนย่อมรุมคบหาเพื่อผลประโยชน์

ผลไม้ดก นกบินตอม ล้อมรอบต้น

เปรียบเหมือนคน ล้นหลาก มากทรัพย์สิน

มีแขกไป ไทยมา เป็นอาจิณ

ทั่วแดนถิ่น ยินคำ พร่ำเยินยอ

คนมั่งคั่ง พรั่งพร้อม โภคทรัพย์

คณานับ หิรัญเหม เต็มห้องหอ

คนนบนอบ สอบถาม ตามงอนง้อ

หลายคนรอ บุญญา มาคุ้มครอง

ที่เขาเอื้อ ก็เพื่อ ผลประโยชน์

อย่าลิงโลด ร่าเริง เหลิงผยอง

เขาสนิท ชิดเชื้อ เพื่อเงินทอง

อาจจะต้อง ตรอมใจ ให้ระวัง

๙๒

๙๒. ความคุ้นเคย

สาธุวา ยทิวาสาธุ อปฺปํ วา ยทิวา พหุ

วิสฺสตฺโถ ยตฺถ ภุํฺเชยฺย วิสฺสาสปรมา รสา

(เกสวชาดก)

ของบริโภคจะดีหรือไม่ก็ตาม จะน้อยหรือมากก็ตาม ถ้าคุ้นเคย

กันเสียแล้ว จะบริโภค ณ ที่ใดก็อร่อยดีทั้งนั้น

เพราะความคุ้นเคยเป็นยอดของรส

อันโอชา อาหาร ท่านว่าไว้ ของคนไร้ คนยาก ไม่หลากหลาย

แม้ไม่เหมือน โภชนา ของเจ้านาย ก็กินง่าย จ่ายน้อย พลอยอิ่มเอม

จะอร่อย กร่อยลิ้น หรือสิ้นรส

เมื่อทั้งหมด สนุก สุขเกษม

มีมากน้อย หน่อยเดียว เปรี้ยวหวานเค็ม

ก็ปรีดิ์เปรม สุขใจ ไร้กังวล

คนรู้ใจ ใกล้ชิด สนิทหลาย

มิตรสหาย ร่วมรับฯ นับมีผล

บริโภค ที่ไหน ในสากล

ก็สุขล้น อร่อยลิ้น ทุกถิ่นแดน

ความคุ้นเคย เปรียบเปรย เป็นยอดรส

มันแทนทด รสไม่กร่อย อร่อยแสน

รสไมตรี มีอะไร ให้ทดแทน

จะอยู่แคว้น แดนไหน สุขใจเอย

๙๓

๙๓. ผูกมิตร - เสื่อมมิตร

สํวาเสน หิ มิตฺตานิ สนฺธิยนฺติ ปุนนปฺปุนํ

เสฺวว มิตฺโต อสงฺคนฺตุ อสํวาเสน ชีรติ

(นฬินิกาชาดก)

มิตรย่อมผูกสัมพันธ์กันได้บ่อย ๆ ก็เพราะสมัครสมานสมาคมกัน แต่มิตรนั่นแหละย่อมจืดจางร้างรากันไป ก็เพราะไม่หมั่นสมัครสมาคมกัน

การพบปะ สมาคม อบรมจิต

จะผูกมิตร มั่นไว้ ไม่แปรผัน

เสวนา เนืองนิตย์ ใกล้ชิดกัน

ความสัมพันธ์ จะมั่นคง ดำรงนาน

แม้จะมี ไมตรี ที่ซาบซึ้ง

ยังไม่ตรึง มิตรไว้ ให้สมาน

ความเป็นมิตร ชิดใกล้ ให้ยาวนาน

เท่ากับการ พบปะ ไม่ละเลย

จะจืดจาง ร้างรา พาห่างเหิน

ไม่เจริญ ก้าวหน้า ถ้าเพิกเฉย

ต้องผูกมิตร สนิทไว้ ให้คุ้นเคย

และเปิดเผย ความใน ไม่อำพราง

๙๔

๙๔. ของยืม

ยถา ยาจิตกํ ยานํ ยถา ยาจิตกํ ธนํ

เอวํ สมฺปทเมเวตํ ยํ ปรโต ทานปจฺจยา

(สาธินราชชาดก)

ขอยืมยานเขามาขับ ขอยืมทรัพย์เขามาใช้ ฉันใด การที่ได้เสวยความสุขที่ผู้อื่นหยิบยื่นให้ ก็เปรียบกันได้ ฉันนั้นแล

ขอยืมยาน มาขับ ยืมทรัพย์ใช้ ทาให้ไร้ ศักดิ์ศรี มีปัญหา

เขาจะมอง ผู้ยืม ด้วยสายตา แอบนินทา ข้างหลัง โปรดชั่งใจ

ในทันที ที่ยืม อย่าลืมคิด

จากญาติมิตร เป็นลูกหนี้ มีเงื่อนไข

ในบางครั้ง ยังประณาม หยามน้าใจ

ไม่จาเป็น อย่ายืมใคร มาใช้เลย

เช่นการยืม รถรา พาหนะ

อิสระ เสียไป ใคร่เฉลย

เป็นญาติมิตร ชิดใกล้ ให้คุ้นเคย

อย่าเกินเลย ถึงยืม อย่าลืมคืน

๙๕

๙๕. เป็นใบ้ดีกว่าพูดชั่ว

สตํ สหสฺสาน ทุพฺภาสิตานํ กลมฺปิ นาคฺฆติ สุภาสิตสฺส

ทุพฺภาสิตํ สงฺกมาโน กิเลโส ตสฺมา ตุณฺหี กึปุริโส น พาลฺยา

(ตักการิยชาดก)

พูดชั่วแสนคำ มีค่าไม่ถึงเศษเสี้ยวของพูดดีคำเดียว

กินนรเขาขยะแขยงคำพูดชั่ว ๆ หดหู่ใจ

เขาจึงไม่พูดภาษาคน - ไม่ใช่เพราะพูดไม่ได้

อันวาจา ชั่วช้า มีค่าต่า

แม้แสนคา ราคา ค่าเพียงเสี้ยว

แค่สะเก็ด เศษหนึ่ง ครึ่งคาเดียว

เศษของเสี้ยว คาพูดดี มีราคา

กินรี มีร่างกาย คล้ายมนุษย์

บริสุทธิ์ อยู่ไพร ในแดนป่า

ในแผ่นดิน ถิ่นอาศัย ไพรพนา

ไม่พูดจา ภาษาคน จนตัวตาย

หมู่กินนร สอนลูกหลาน วานอย่าพูด

คามนุษย์ สุดชั่วช้า พาเสียหาย

ถึงพูดได้ ไม่ควรที่ อภิปราย

อาจให้ร้าย ภายหลัง อย่าพลั้งใจ

เป็นบ้าใบ้ ไร้เสียง เสียดีกว่า ให้พูดชั่ว ทาชั่ว มั่วเหลวไหล

อันวาจา ถ้าประมาท อาจมีภัย ขออย่าได้ พูดชั่ว จงกลัวกรรม

๙๖

๙๖. ที่ไม่น่าอยู่

ยตฺถ อลโส จ ทกฺโข จ สูโร ภีรุ จ ปูชิยา

น ตตฺถ สนฺโต วสนฺติ อวิเสสกเร นเค

(เนรุชาดก)

คนเกียจคร้านกับคนขยัน คนกล้าหาญกับคนขลาด

ได้รับการบูชาเสมอกันในที่ใด สัตบุรุษย่อมไม่อยู่ในที่นั้น

อันเป็นที่ซึ่งไม่สามารถจะแยกคนให้ต่างกันได้

ที่แห่งใด ให้ความ เสมอภาพ

บุญกับบาป หยาบ-ดี มีอยู่สอง

ชนเหล่านั้น ถึงขั้น ไม่ตรึกตรอง

และรับรอง ให้ทั้งสอง เสมอกัน

สังคมใด ไม่จาแนก แยกดีชั่ว

อยู่กันมั่ว ไม่จัด ไม่คัดสรร

สิ่งไหนเลว สิ่งไหนดี ที่สาคัญ

ไม่ยืนยัน ให้เห็น เป็นกฎเกณฑ์

คนขยัน การงาน คนคร้านกิจ

เขาบูชิต ทั้งชั่ว-ดี มีให้เห็น

คนกล้าหาญ ชาญชาติ ขี้ขลาด-เล้น

ไม่แยกเห็น เป็นสอง ตรองด้วยธรรม

สัตบุรุษ พิสุทธิ์ใส ไม่ควรอยู่ ต่อเมื่อรู้ อยู่เหมือนตาย ไม่ถลา

ด้วยสถาน ถิ่นที่ ไม่มีธรรม มันจะนา ความชั่วช้า มาสู่ตน

๙๗

๙๗. ทานกับการรบ

ทานํฺจ ยุทฺธํฺจ สมานมาหุ อปฺปาปิ สนฺตา พหุเก ชินนฺติ

อปฺปมฺปิ เจ สทฺทหาโน ททาติ เตเนว โส โหติ สุขี ปรตฺถ

(อาทิตตชาดก)

ท่านผู้รู้กล่าวว่าทานกับการรบ มีฐานะเสมอกัน จอมยุทธแม้จะน้อยคน

ก็ชำนะคนมากได้ เจตนาที่จะให้ทานแม้จะน้อย ก็ชำนะกิเลสมากได้

ถ้าเชื่อกรรม แม้จะให้ทานเล็กน้อย

ก็เป็นสุขในวันหน้าได้ เพราะผลทานนั่นเอง

ปราชญ์ท่านเทียบ เปรียบทาน กับการรบ

มุ่งสยบ ศัตรู ผู้ล้างผลาญ

หมู่อริ เลวร้าย หมายรุกราน

ต้องกล้าหาญ ชาญชัย ในณรงค์

อันการรบ กับข้าศึก ผู้ฮึกเหิม

จักต้องเติม พลังใจ ไม่ใหลหลง

จักต้องมี ทหารหาญ ชาญณรงค์

ความประสงค์ จักสัมฤทธิ์ ประสิทธิคุณ

อันการรบ จะประสบ ชัยชนะ

ขออย่าละ พลไพร่ ให้เกื้อหนุน

กาลังพล คนน้อย ดุจร้อยคุณ

ปัญญาหนุน ก็เอาชัย ได้จริงเจียว

การให้ทาน กาจัด มัจฉริยะ คือชนะ ความตระหนี่ ที่แน่นเหนียว

เจตนา กุศลจิต แม้นิดเดียว เหมือนผู้เชี่ยว ชาญรบ พบกับชัย

๙๘

๙๘. โภคสมบัติ

ปุพฺเพ ว มจฺจํ วิชหนฺติ โภคา มจฺโจ วา เต ปุพฺพตรํ ชหาติ

อสสฺสตา โภคิโน กามกามิ ตสฺมา น โสจามหํ โสกกาเล

(มณิกุณฑลชาดก)

ดูก่อนพระองค์ผู้ใคร่ในกามารมณ์ โภคสมบัติทั้งคนไปก่อนก็มี

คนทิ้งโภคสมบัติไปก่อนก็มี โภคสมบัติที่บริโภคกันอยู่เป็นของ

ไม่แน่นอน เพราะเหตุนั้น หม่อมฉันจึงไม่เดือดร้อน

ในคราวที่คนทั้งหลายพากันเศร้าโศก

ดูก่อน พระองค์ ผู้ทรงเดช

ครองประเทศ เขตแขวง แหล่งทรัพย์สิน

บริโภค กาโม และโภคิน

บ้างทรัพย์สิน สิ้นไป ให้เปลี่ยนมือ

บ้างโภคิน ถิ่นที่ มีมากล้น

ชีวิตตน ต้องตายไป ไม่อาจยื้อ

ทิ้งสมบัติ มากมาย ผ่องถ่ายมือ

จะยึดถือ มั่นไว้ ไม่ได้เลย

อันสมบัติ พัสถาน ทั้งบ้านรถ

มวลทั้งหมด นาไร่ ใคร่เฉลย

จะอยู่รอด ตลอดไป ไม่ได้เลย

ยังไม่เคย พบเห็น ว่าเป็นจริง

ด้วยเหตุนั้น หม่อมฉัน จึงทาใจ เห็นใครใคร สูญไป ในทุกสิ่ง

เพราะโลกเรา เอาแต่ แค่ความจริง ทุกทุกสิ่ง ที่เห็น เป็นภาพลวง

๙๙

๙๙. คนโง่ - คนฉลาด

ทาโส ว ปํฺญสฺส ยสสฺสิ พาโล อตฺเถสุ ชาเตสุ ตถาวิเธสุ

ยํ ปณฺฑิโต นิปุณํ สํวิเธติ สมฺโมหมาปชฺชติ ตตฺถ พาโล

(สิริมันทชาดก)

คนโง่ ถึงจะมียศ ก็เป็นทาสของคนมีปัญญา เมื่อกิจการต่าง ๆ เกิดขึ้น

คนฉลาดย่อมจัดแจงกิจละเอียดอันใด คนโง่

ย่อมถึงความงงงวยในกิจอันนั้น

อันคนโง่ แม้มียศ ปรากฏเด่น

ก็จะเป็น ทาสข้า ปัญญาเขา

ถึงเก่งกล้า แต่ถ้า ปัญญาเบา

คนฉลาด เขาก็เอา เป็นเครื่องมือ

คนฉลาด วาดแผน วางแปลนกิจ

ตนนั่งคิด งวยงง ตัวตรงทื่อ

ไม่เก่งกาจ ฉลาดล้า สมคาลือ

จะเชื่อถือ อย่างไร คนไร้ภูมิ

ยิ่งเพิ่มยศ ปรากฏ ว่ายิ่งโง่

ยิ่งใหญ่โต ยิ่งพลาด ขาดสุขุม

คนชั่วช้า ถ้าขาด ปัญญาภูมิ

อย่าได้ทุ่ม เทใจ ให้ฐานา

เห็นนายพล คนมากยศ ปรากฏศักดิ์ อย่าเชื่อนัก ว่าความรู้ ดังภูผา

เป็นจอมพล แต่เป็นคน ไร้ปัญญา ทาพารา ล้มสลาย อายชาวเมือง

๑๐๐

ปกิณกะ

สตฺยเมว ชยเต

ความจริงชนะทุกสิ่ง

สุภาษิตนี้พระเจ้าอโศกมหาราช โปรดให้จารึกไว้ที่เสาหิน

(เสาหินอโศก) ณ สวนลุมพินีวัน สถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า

อันสัจจะ คือศาสตรา อาวุธลับ

ต่อกรกับ ศัตรู ผู้อาจหาญ

สัจจะหรือ คือ“คาถา ชนะมาร”

ขจัดพาล ภัยโพย ด้วยความจริง

โลกใบนี้ มิใช่ โลกในฝัน

เราเสกสรร ไม่ได้ ในหลายสิ่ง

เราอยู่กับ ปัจจุบัน อันเป็นจริง

สรรพสิ่ง ในโลกา อจินไตย

พุทธองค์ ทรงพบ อริยสัจ

จริงด้วยอรรถ ชัดแจ้ง แถลงไข

เหล่าอริ กิเลส เหตุภายใน

ต้องบรรลัย มอดม้วย ด้วยสัทธรรม

พระเจ้าอโศก โลกลือ ระบือลั่น

เมื่อสองพัน ปีผ่าน นานยิ่งล้ำ

พระองค์ทรง รำพึง ถึงพระธรรม

มวลบาปกรรม พิชิตได้ ด้วยสัจจา

พระเจ้า อโศก มหาราช

๑๐๑

อภิชา- ตบุตร สุดจะหา

พระองค์เห็น เส้นชัย ในโลกา

จึงตรัสว่า “ความจริง สิ่งไม่ตาย”

สัจธรรม ชำนะ สรรพสิ่ง

อันความจริง ยิ่งใหญ่ อย่างเหลือหลาย

อริยะ สัจสี่ ที่ตราไว้

จึงทำให้ พระทรงชัย บรรลุธรรม

*

๑๐๒

จะปิดฟ้าด้วยฝ่ามือ ก็ปิดได้แค่ปิดตาตัวเองเท่านั้น

จะปิดฟ้า ด้วยฝ่ามือ คือความฝัน

ท้องฟ้านั้น กว้างใหญ่ ไร้ขอบเขต

จะป้องปิด มิดแค่ แต่ดวงเนตร

แม้ด้วยเหตุ อันใด ใครไม่ทำ

คนโบราณ ท่านว่าไว้ ให้น่าคิด

มันเป็น ปฤษณา อย่างเพิ่งขำ

ทำความชั่ว ตัวคิด จะปิดงำ

คงจะทำ ไม่ได้ ให้ตรองดู

ไม่อาจปิด มิดได้ แม้ใบหน้า

แค่ปิดตา เท่านั้น ท่านคงรู้

ทำชั่วช้า ชาวพารา ตั้งตาดู

คนเขารู้ กันทั้งเมือง เรื่องใครเลว

๑๐๓

เห็นคนยืนไว้อาลัยในงานศพก็เลยเขียน ( ศพแม่นายปลั่ง อนวัชชานนท์ )

เห็นผู้คน ล้นหลาย ทั้งชายหญิง

สงบนิ่ง อยู่หน้า ศาลาใหญ่

ทุกคนต่าง ยืนขึ้น ไว้อาลัย

อุทิศ กุศลให้ ผู้วายชนม์

ผู้ที่นอน แน่นิ่ง ไม่ติงไหว

สถิตใน โลงทอง ไม่หมองหม่น

มวลดอกไม้ รวยริน กลิ่นสุคนธ์

ลอยเวียนวน รับรู้ ผู้มาเยือน

ขอวิญญาณ สู่สถาน วิมานเมฆ

อันเป็นเอก ภพไตร หาไหนเหมือน

ประกายเพชร พร่างพราว ดุจดาวเดือน

จงเสถียร สถิตที่ เทวาลัย

ขออโห- สิกรรม ที่ทามา

ในเวลา พาผ่าน กาลสมัย

โดยตั้งใจ หรือไม่ ได้ตั้งใจ

จงอภัย แก่กัน นิรันดร

๑๐๔

ยางรถ-ท้องเรือ

อันยางรถ หมดดอก บอกผู้ใช้

มันเริ่มใกล้ ใช้ไม่ได้ ให้เปลี่ยนเสีย

เห็นน้าซึม อย่าลืมส่อง ดูท้องเรือ

สอบทุกเมื่อ กลัวเรือ จะอับปาง

ทั้งชั่วดี มีเหตุ สังเกตรู้

มันเป็นครู สอนให้ เราหลายอย่าง

สมควรคิด พิจารณา อย่าละวาง

ผิดแบบอย่าง ทางธรรม อย่านาพา

ให้สารวจ ตรวจตรา อย่าประมาท

จะไม่พลาด ถ้ารอบคอบ หมั่นสอบหา

ควรพินิจ ผิดไป ให้เลิกรา

อย่านามา ใส่ใจ ในสิ่งเลว

๑๐๕

ทำการค้า

ทาการค้า จะให้ดี ดูที่ทาง

อย่าให้ห่าง ชุมชน คนมากหลาก

ต้องต้อนรับ ใครใคร อย่าได้อาย

อย่าปากร้อย ใจร้าย ให้ระวัง

ให้ต้อนรับ ขับสู้ ดูลูกค้า

ถ้าแขกมา อย่าให้ ใครผิดหวัง

คิดเสียว่า เขามา ให้สตางค์

ทุกทุกอย่าง ต้องดี มีสัมพันธ์

คุณภาพ สินค้า อย่ามองข้าม

ยี่ฮ้อนาม ตามทดลอง ต้องคัดสรร

ของจาหน่าย หลายอย่าง ต่างสาคัญ

ต้องเชื่อมั่น ว่าดีแน่ ไม่แพ้ใคร

ของอะไร บอกให้รู้ ดูตามนั้น

บอกขีดขั้น อย่าพลาด ขนาดไหน

ทาการค้า ขอให้ หูตาไว

ทาด้วยใจ ใช้อารมณ์ ไม่สมควร

๑๐๖

หมดบุญ

การหมดบุญ บารมี ที่ท่านว่า

คือการทา ชั่วช้า หมดราศี

จึงหมดบุญ วาสนา บารมี

คุณความดี ที่สร้าง พังทลาย

อนึ่งคือ การตาย วายชีวาตม์

อันโอกาส ในโลกา อย่าพึงหมาย

สิ่งที่คิด ที่หวัง พังมลาย

ทุกอย่างสาย เกินไป ไม่ทันกาล

แม้บุญญา- ธิการ พระผ่านฟ้า

องค์ราชา เหนืออาสน์ ราชฐาน

ผู้มากด้วย ยศฐาน์ บริวาร

เมื่อถึงกาล วิบัติ อาจผลัดวงศ์

ความรันทด หมดบุญ สูญชีวิต

ใครไม่คิด ฝันใฝ่ ไม่ประสงค์

มวลมนุษย์ ส่วนมาก อยากดารง

ให้ชีวัน มั่นคง ยืนยงนาน

ทาอย่างไร ให้บุญ ไม่สูญหด ให้ปรากฏ พันผูก ชั่วลูกหลาน

ให้บุญคุ้ม โอบอุ้ม บริวาร ให้บุญอยู่ คู่จักรวาล นิรันดร

อยากบุญมี จงทาดี ทวีไว้ เอาใจใส่ ใฝ่กุศล กลพระฯสอน

คุณความดี บริสุทธิ์ ดุจดังพร ไม่ม้วยมรณ์ มลาย ดั่งสายลม

๑๐๗

พักโรงพยาบาลแพร่รามหนึ่งคืน

ไม่ได้ไข้ ก็ว่าไข้ ให้นอนพัก

ทาทายทัก ยักไหล่ ว่าไข้แน่

ดูทาตัว เฉกเช่น เป็นตุ๊กแก

ความจริงแท้ เป็นเพียงแต่ แค่หมอเดา

คุณเพลินพา ไปแพร่ราม ตามใกล้ชิด

เขาคงคิด คาดไว้ ในใจเขา

เขาวิจัย ไข้นี้ มิใช่เบา

ล้วนคาดเดา เอาเอง เก่งคะเน

ที่สิบแปด มิ.ย. ขอพบหมอ

นั่งคอยรอ หมอเดินมา ด้วยมาดเท่ห์

คลื่นหัวใจ ตรวจใหญ่ เอกซเรย์

ทุ่มใจเท วิทยา วิชาการ

ผลออกมา คาใจ ไม่กระจ่าง

ทั่วเรือนร่าง หมอตรวจ สารวจผ่าน

ไม่เห็นมี โรคา มาแผ้วพาน

เพียงอาการ ชรา มันมาเยือน

อันความแก่ แผ่ขยาย ไม่ยอมหยุด

มันรั้งฉุด เรือนกาย หมายเชือดเฉือน

มัจจุราช ราชา มาตักเตือน

จะบิดเบือน เบี่ยงบ่าย ได้อย่างไร

๑๐๘

สังขารา มาทรุด ชารุดเรื่อย

เนื้อหนังเคย เต่งตึง ถึงผ่องใส

ต้องคร่าคร่า ชรา ลงตามวัย

โลกตราไว้ ใครจะขืน ฝืนไม่มี

ทุกทุกสิ่ง ต้องสลาย มลายลับ

สมบัติทรัพย์ จาหลีก จาปลีกหนี

จรจรัล พลันพราก จากโลกนี้

ปิดเวที ชีวา แล้วลามรณ์

ในวันนั้น ตระเตรียม เยี่ยมลาตัด

ออกวัด ผ่านพนา ป่าสิงขร

เพื่อจะไป สุโขทัย ชัยนคร

อากาศร้อน เลยเป็นลม แทบล้มลง

“เพลิน”กับ“ไก่” เปลี่ยนใจไป โกศัยแพร่

เพื่อดูแล อาจารย์ งานประสงค์

เอาเจ็บไข้ ให้เป็นเหตุ เจตจานง

จึงตกลง ตามใจ ไม่ขัดคอ

๑๐๙

ม่อนเสาหินพิศวง

ที่วังชิ้น โชคดี มีเสาหิน

ดุจเป็นถิ่น สินทรัพย์ นับโกฏิแสน

เสาหินนี้ มีที่ไหน ในดินแดน

ก็เหมือนแม้น มีทรัพย์ นับอนันต์

ฟ้าประทาน ให้บ้านเมือง เรืองจารัส

สารพัด จะพร้อมพรั่ง ดังสวรรค์

นักท่องเที่ยว จะทวี ทุกวี่วัน

จะกลายเป็น เมืองสาคัญ นิรันดร์กาล

ขอพวกเรา ชาวไทย ในทุกถิ่น

ชาววังชิ้น จงร่วมใจ ได้ประสาน

เสาหินอยู่ คู่โลกา ตลอดกาล

นานแสนนาน ชั่วกัลป์ พันล้านปี

จงช่วยกัน อนุรักษ์ เป็นหลักไว้

เพื่อจะให้ โดดเด่น เป็นสักขี

ให้ยืนยง คงไว้ ในธานี

ดินแดนนี้ จักเป็น เช่นวิมาน

๑๑๐

พระครูสีลสังวราภิรัต

ปลูกต้นไม้ตามไหล่ทางเข้าวัดสะแล่ง

ปลูกจากปากทางบ้านนาแก-ผ่านหน้าวัดสะแล่งถึงบ้านนาปง

ท่านปลูกและอนุบาลต้นไม้ (ต้นลมแล้ง ดอกคูน) มาสามปีแล้ว

เขียนกลอนเมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๕๓

ท่านตัดตอน รอนราน งานแต่งกิ่ง

ต้นไม้ยิ่ง ยืนสง่า พฤกษาสวย

ดุจสร้างทา ค้ายัน นาคคันทวย

ที่เสริมช่วย ชายคา ในอาราม

พระครู- สีล- สังวราภิรัต

ท่านได้จัด ต้นไม้ ไว้หลากหลาม

ปลูกสองข้าง มรรคา พางดงาม

ต้นไม้ยาม ผลิใบ สดใสดี

เห็นท่านปลูก ดอกไม้ ชัยพฤกษ์

เพื่อราลึก ถึงองค์ พระทรงศรี

น้อมถวาย เป็นพุทธะ สดุดี

ที่พระองค์ ทรงมี พระเมตตา

ปลูกต้นไม้ ไว้ดี มีระเบียบ

ปลูกเลาะเลียบ ระหว่าง ทางรถา

ที่วิถี ริมทาง ข้างมรรคา

ให้แขกไป ไทยมา พาร่มเย็น

ทางสายนี้ คือวิถี ที่เข้าวัด

๑๑๑

ท่านจึงจัด ต้นไม้ ให้โดดเด่น

เป็นบุบผา สีทอง ผ่องเช้าเย็น

ใครได้เห็น เป็นชื่นใจ อะไรปาน

ตอนสงกรานต์ มีงาน สรงน้าพระ

ทุกทิศะ หลั่งไหลมา รถาผ่าน

พุทธชน ศรัทธา มาร่วมงาน

เทศกาล ทุกปี มิเสื่อมคลาย

ต้นลมแล้ง หน้าแล้ง แห้งเพียงใบ

ดอกช่อใหญ่ ห้อยย้อย สร้อยไสว

สายพระพาย พัดมา พาแกว่างไกว

เหมือนสาววัย แรกรุ่น เริงระบา

ธรรมชาติ ดุจวาดไว้ คล้ายความฝัน

เฉกสวรรค์ อดิศัย วิไลล้า

ช่างสามารถ ฉลาดยิ่ง สิ่งที่ทา

เกินกว่าคา พูดพร่า พรรณนา

เส้นทางพุ่ง มุ่งลัด ไปวัดป่า

มีพฤกษา ขนาบข้าง ทางรถา

สู่สะแล่ง อาราม อรัญญา

เป็นวัดป่า เมืองลอง ของดั้งเดิม

อยากจะสร้าง วัดนี้ เป็นศรีศักดิ์

ให้เป็นหลัก พักจิต คิดแต่เริ่ม

เนื่องด้วยเป็น วัดร้าง มาดั้งเดิม

๑๑๒

จึงต่อเติม เสริมสร้าง อย่างมากมาย

หวังจะให้ สวยใส วิไลลักษณ์

ให้ประจักษ์ เป็นเลิศ อย่างเฉิดฉาย

ให้เป็นที่ ทัศนา พาสบาย

ฝึกใจกาย หายข้องจิต คิดทาดี

วัดแห่งนี้ เป็นที่ สัปปายะ

สอนให้ละ กิเลส เหตุทุกขี

มาศึกษา วจนะ พระมุนี

ชินสีห์ จอมปราชญ์ ฉลาดคน

ใคร่จะขอ พวกเรา ชาวพารา

ช่วยรักษา ต้นไม้ ไว้สักหน

อันต้นไม้ ตามไหล่ทาง แต่ละต้น

ปลูกไว้ยล เย็นตา พาสุขใจ

๑๑๓

ใจนางเหมือนดั่งทางรถ

ท่านกล่าวไว้ ใจนาง ดั่งทางรถ

มันเคี้ยวคด ลดเลี้ยว จริงเจียวหรือ

ในบางครั้ง ไม่เป็น เช่นข่าวลือ

จะยึดถือ ทฤษฎี นี้อย่างไร

ผู้หญิงดี นารี ที่เลิศลักษณ์

ย่อมประจักษ์ จิตแจ้ง แถลงไข

อันเบญจ- กัลยาณี มีทั่วไป

ย่อมหาได้ ไม่ยาก หากพากเพียร

*****

ตนยกตนเองไม่ขึ้น

ยกตนเอง เก่งอย่างไร ก็ไม่ขึ้น

อย่าได้ฝืน ขืนทา ท่านย้าสอน

ถึงแข็งแรง แกร่งไกร ให้สังวร

จะสิบกร สิบหน้า อย่าหวังเลย

เข้าอยู่ใน ตะกร้า ถ้าจะยก

ก็จะอก แตกตาย ใคร่เฉลย

ยกตนเอง ยกได้ ยังไม่เคย

ได้เห็นเลย ในโลกนี้ ว่ามีจริง

๑๑๔

อย่าไว้ใจ

โบราณว่า ข้าทาส ฉลาดลึก

จะก่อศึก ภายใน ให้เฉลียว

อันคนใช้ ใกล้เคียง เพียงคนเดียว

ถึงข้องเกี่ยว ทุกครา อย่าเชื่อใจ

อันช้างสาร โบราณว่า ทั้งข้าเก่า

อีกงูเห่า อย่าเคล้าคลอ ขอขานไข

คนรักชอบ รอบข้าง อย่าวางใจ

ขยักไว้ สักครึ่ง พึงสังวร

อันเมียรัก จักอยู่ คู่ชีวิต

แนบสนิท ชิดใกล้ ไม่ถ่ายถอน

คราตัดรัก จากไป ไม่อาวรณ์

อาจจะย้อน ทาร้าย ให้ระวัง

๑๑๕

รอคอย

การคอยรอ พอประมาณ ไม่นานนัก

เป็นการพัก ร่างกาย ให้หายเหนื่อย

ขันติเห็น เป็นวัตร หัดให้เคย

ก็เปรียบเปรย ฝึกฝน เพื่อทนทาน

รอนานไป ใครใคร เขาก็เบื่อ

มันรั้งเรื้อ เหลือใจ ให้งุ่นง่าน

เสียเวลา พาผิด เสียกิจการ

ทุกอย่างผ่าน เลยไป ไม่เหมือนเดิม

ขออย่าให้ เวลา พลันพาผ่าน

แม้จะนาน หางาน มาสร้างเสริม

ทุกอย่างมี สิ่งดี ที่มาเพิ่ม

มาเต็มเติม เพิ่มราคา ชีวาเรา

อย่าได้ปล่อย เวลา พร่าประโยชน์

จะก่อโทษ เฉกเช่น เป็นคนเขลา

อย่าทาเหมือน คนไร้ค่า ปัญญาเบา

จะโศกเศร้า โศกา คราใกล้ตาย

๑๑๖

ปีใหม่ คิดใหม่ ทำใหม่

จงบากบั่น ผันชีวิต คิดทาใหม่

ขอจงได้ ทาใจ ให้ถึงพร้อม

หากตัณหา มายั่ว อย่ายินยอม

ถึงหว่านล้อม อย่างไร ไม่โอเค

อบายมุข อย่าคลุกเคล้า เข้าข้องเกี่ยว

ให้เด็ดเดี่ยว จิตมั่น ไม่หันเห

แต่ธรรมะ กุสลา อย่าลังเล

ทุ่มใจเท รีบทา จักจาเริญ

ปีที่แล้ว แคล้วคลาด ถึงพลาดหวัง

เคราะห์ประดัง พบโศก โชคห่างเหิน

ในปีนี้ ให้ประสพ พบทองเงิน

ให้เจริญ ลาภยศ ปรากฏไกล

๑๑๗

ส.ค.ส.๒๕๕๔

ศุภฤกษ์ เบิกฟ้า นภาใหม่

จงเตรียมใจ เตรียมกาย ให้ถึงพร้อม

ที่แล้วมา อุรา อาจตรมตรอม

เพราะไปยอม ตัณหา พารวนเร

อบายมุข อย่าคลุกเคล้า เข้าข้องเกี่ยว

ให้เด็ดเดี่ยว มุ่งมั่น อย่าหันเห

แต่ธรรมะ กุศลา อย่าลังเล

ทุ่มใจเท รีบทา จักจาเริญ

ปีที่แล้ว แคล้วคลาด ถึงพลาดหวัง

เคราะห์ประดัง สบโศก โชคห่างเหิน

ขึ้นปีใหม่ ขอให้ ได้ทองเงิน

จงเจริญ ลาภยศ ปรากฏไกล

ขอให้มี สติ ดาริชอบ

เพื่อประกอบ กรรมดี มิหวั่นไหว

แล้วยึดมั่น อุดมการณ์ อันเกรียงไกร

สิ่งใดใด ไม่อาจขวาง ทางชีวิน

ปีพอศอ สองห้า ห้าสี่นี้

ดวงฤดี ต้องแน่นหนัก ดุจหลักหิน

จงเอาธรรม นาพา เป็นอาจินต์

ตราบจวบสิ้น ชีวา จะมลาย

หากมั่นมุ่ง พุ่งสู่ นิพพานะ

๑๑๘

ประสงค์ละ กิเลส เหตุทั้งหลาย

ดับตัณหา ในใจ ให้วอดวาย

ให้ดับคล้าย ดับไฟ ปลายแท่งเทียน

จงมาหัด ปฏิบัติ ตัดกิเลส

อันเป็นเหตุ ทุกข์ใจ ไร้เสถียร

สมุทเฉท ประหาร ปานดับเทียน

ด้วยพากเพียร ให้ถึง ซึ่งนิพพาน

แม้ไม่ถึง ซึ่งโล- กุตระ

ยากจะพละ โลกีย์ หนีสงสาร

ขอกุศล ผลบุญ หนุนบันดาล

ให้ได้งาน การดี มีเงินทอง

สุขภาพ กายใจ จงไร้โรค

วิปโยค ใดใด ในทั้งผอง

โรคาพาธ โพยภัย ไม่มาครอง

จงเนืองนอง นับเนื่อง เรื่องโภคิน

ไปแห่งไหน ปลอดภัย ในชีวิต

มากมวลมิตร หมู่สหาย ใฝ่ถวิล

ไร้ศัตรู คู่แค้น ทุกแดนดิน

ตราบจนสิ้น ชีวิน จะภินท์พัง

๑๑๙

เมืองเชียงใหม่

ขณะนั่งรอท่านมิ่งท่านพินิจ ประชุมในหอประชุม

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จึงเขียนกลอน

เมืองเชียงใหม่ ใหญ่ล้า เกินคาเล่า

เป็นธานี แก่เก่า เผ่าพงศ์เหนือ

สืบเชื้อสาย ข่ายตระกูล ประยูรเครือ

วงศ์ไทยเหนือ อันไตตั้ง ครั้งโบราณ

*****

ในวันที่ ๑๙ ได้ไปส่งพระครูสีลสังวราภิรัต

พระอาจารย์พินิจ อติภทฺโท นายสุชาติ ปิ่นชัยเขียว

ไปประชุมสัมมนาเกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์ ที่หอประชุมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

นั่งอยู่ในรถตู้คนเดียวจึงได้เขียนกลอน ดังนี้

มหาวิท- ยาลัย เชียงใหม่แก้ว

ช่างประเสริฐ เพริศแพร้ว แลหลากหลาย

เป็นสถาน ศึกษา หาอุบาย

เพื่อกระจาย ความรู้ สู่มวลชน

แหล่งกาเนิด เกิดวิชา หาทักษะ

วิริยะ บากบั่น หมั่นฝึกฝน

เมื่อชีวิต ไม่สิ้น ต้องดิ้นรน

ตนของตน ต้องช่วยตน ด้วยตนเอง

เยาวชน ควรแสวง แหล่งศึกษา

ควรเสาะหา หนทาง อย่างรีบเร่ง

๑๒๐

ชีวิตเรา เขาใคร ไม่กระเต็ง

แม้อย่างเก่ง ก็อุ้มได้ เพียงวัยเยาว์

เกิดเป็นชาย ไร้ความรู้ สู้ใครได้

ให้เรียนไว้ จักไม่เป็น เช่นคนเขลา

จงใส่ใจ ให้ขยัน หมั่นขัดเกลา

ก็เทียบเขา ใครใคร ไม่ดูแคลน

*****

ต้นไม้พิษออกลูกออกมาก็เป็นต้นไม้พิษ

อันพฤกษา พนาไพร เป็นไม้พิษ

เพียงน้อยนิด ฤทธิ์ร้าย ให้อาสัญ

เสพครั้งหนึ่ง ถึงตาย วายชีวัน

ด้วยเหตุนั้น ท่านให้ตรอง อย่าลองกิน

ต้นไม้พิษ ดอกผล ก็กลแม่

จักสืบแผ่ แพร่พิษ ฤทธิ์ไม่สิ้น

ให้กาเนิด เกิดที่ไหน ในแดนดิน

ก็ไม่สิ้น อันตราย ร้ายเหมือนเดิม

๑๒๑

แผ่นดินนี้ไม่มีเจ้าของ

แผ่นดินนี้ มีใครเล่า เป็นเจ้าของ

แม้ยึดครอง จองเอา เฝ้าถวิล

จะมีใคร ไหนเล่า เจ้าธานิน

จวบจนสิ้น ชีวัง จีรังกาล

เกิดจากดิน คืนสู่ดิน เมื่อสิ้นชีพ

ศพลงหีบ เมื่อด่าวดิ้น สิ้นสังขาร

ชีวิตใคร ไม่อยู่รอด ตลอดกาล

อีกไม่นาน ม่านปิดลง คงคืนดิน

*****

เลือดคนชั่วปลิงยังไม่ดูด

อันคนชั่ว อย่ากลัวทาก หากลุยป่า

ลงธารา อย่ากลัวปลิง สิ่งเลวร้าย

เลือดคนชั่ว ปลิงทาก ไม่อยากกราย

มันเหม็นคล้าย น้าครา ตามลาคลอง

เขาเปรียบเปรย เย้ยว่า ด่าประชด

คนคิดคด อุรา พาหม่นหมอง

จิตคิดร้าย ใครใคร ไม่หมายปอง

ไม่แตะต้อง ต้อยติด ประชิดตาม

๑๒๒

อย่าปิดฟ้าด้วยฝ่ามือ

จะปิดฟ้า ด้วยฝ่ามือ หรือทาได้

คิดจนตาย ชีพวาย กลายเป็นผง

สรรพสัตว์ หายหด หมดเผ่าพงศ์

ก็อย่าหลง ว่าทาได้ ให้ใคร่ครวญ

ความชั่วร้าย คล้ายควันไฟ ใครห่อมิด

อย่าได้คิด ปิดนภา จะกาสรวล

ความลับลี้ มีรั่วไหล ให้ทบทวน

คิดให้ถ้วน ล้วนความจริง สิ่งไม่ตาย

*****

อาวุธของนายพรานคือ “ความอดทน”

อันศัสตรา อาวุธร้าย ของนายพราน ก็คือการ อดทน ฝึกฝนจิต

ความอดกลั้น มั่นหมาย ได้พิชิต สิ่งที่คิด ไม่ผิดหวัง หากตั้งใจ

มีขันติ วิริยะ มานะมั่น

ไม่แปรผัน แท้ท้อ บ่หวั่นไหว

แม้ประกอบ ชอบธรรม กระทาใด

ก็จะไม่ ผิดหวัง ดังใจจินต์

อันศัสตรา อาวุธร้าย ของนายพราน

ก็เปรียบปราน ฉันนั้น หมั่นถวิล

มีขันติ วิริยา เป็นอาจินต์

ทุกสิ่งสิ้น จักสมหวัง หากตั้งใจ

๑๒๓

สองมาตรฐาน

สองมาตรฐาน ปานฟ้า ผ่ากระหม่อม

กดให้ยอม ให้ตรอมใจ อีกฝ่ายหนึ่ง

คนของตัว ชั่วระยา ไม่คานึง

ไม่คิดถึง อกเขา เราเช่นกัน

เห็นคนอื่น หมื่นแสน ในแดนหล้า

เป็นเช่นข้า ชั้นไพร่ ให้เย้ยหยัน

มองตนเอง เก่งแกร่ง ทาแบ่งชั้น

มักสาคัญ เห็นผิด คิดเกินตัว

เห็นคนเป็น ผักปลา ราคาต่า

ชอบเหยียบย่า ทาร้าย ใครไปทั่ว

กรรมชั่วหยาบ บาปช้า พาหมองมัว

กลับไม่กลัว นรกะ อเวจี

ไม่เจริญ ภาวนา เมตตาจิต

รู้ว่าผิด ไม่คิดหลีก ปลีกตัวหนี

ผิดครรลอง หมองเศร้า เคล้าราคี

มรรคาดี ไม่เดิน เมินทางธรรม

๑๒๔

ถ้าเสือปราศจากเขี้ยวเล็บก็ไม่ใช่เสืออีกต่อไป

พยัคฆิน สิ้นเขี้ยวเล็บ ก็สิ้นฤทธิ์

แม้ชีวิต จะปิดป้อง ไม่ต้องหวัง

ถ้าอมิตร คิดร้าย หมายชีวัง

ก็สมดัง เขาคาด อาจวายปราณ

อันทันตะ นะขา ท่านว่าไว้

ก็เปรียบไป คล้ายปัญญา ความกล้าหาญ

จะรุกล่อ ต่อกร การรอนราญ

ควรต้องชาญ ชิงชัย ใช้ปัญญา

ถ้าหากมี สติ ดาริชอบ

จักประกอบ การใด ไร้ปัญหา

อันคนเรา ขลาดเขลา เบาปัญญา

ก็ไร้ค่า หมดราคา ใครไม่เกรง

๑๒๕

พรปี๋ใหม่เมือง(สงกรานต์)

วันสงกรานต์ นานที ปีละหน

มันเวียนวน กลจักร- ราศี

ตรุษสงกรานต์ สืบสาน ประเพณี

นับพันปี มีมา แต่ช้านาน

ขึ้นสงกรานต์ ท่านชี้ คือปีใหม่

ควรทาใจ ให้คานึง ถึงสังขาร

ขึ้นปีใหม่ ใช่จะใหม่ ไปตามกาล

ยิ่งยาวนาน ยิ่งแก่เฒ่า เข้าทุกที

ขึ้นปีใหม่ ควรจะใหม่ ในความคิด

สิ่งที่ผิด จงหลีก ปลีกตัวหนี

เดินทางชอบ กอปรกรรม ทาความดี

ใช้ชีวี ถูกทานอง ตามคลองธรรม

ขึ้นปีใหม่ จงทาใจ ให้สะอาด

ไม่ประมาท ในชีวิต ผิดถลา

สิ่งเสพติด ผิดโทษ โปรดจงจา

มันมักทา ให้เสียหาย ตายทั้งเป็น

ให้มีความ กตัญํู รู้คุณท่าน

กุศลทาน ไม่ทิ้งละ พระเณร-เถร

สิ่งประเสริฐ เลิศล้า ควรบาเพ็ญ

เคยผูกเวร ก็ให้ อภัยทาน

ขึ้นปีใหม่ ขออวยชัย ให้ไร้โรค

๑๒๖

ประสบโชค ลาภา มหาศาล

สิ่งมีค่า คณานับ ทรัพย์ศฤงคาร

บุญบันดาล เป็นนิรันดร์ อนันตา

เมื่อปีเดือน เลื่อนมา ในครานี้

ให้โชคดี สมมุ่งมาด ปรารถนา

ทีฆายุ ยาวนาน กาลเวลา

ได้ผ่านมา นับว่าบุญ เนื่องหนุนนา

เมื่อโชคดี มีชีวิต คิดทาใหม่

จงถอนไถ่ ราคี ที่ถลา

อกุศล กมลหยาบ ฝ่ายบาปกรรม

อย่าได้นา มาใส่ใจ ใคร่ครวญดู

อันความดี มีธรรมะ อย่าละทิ้ง

อย่าทาสิ่ง ชั่วช้า น่าอดสู

ที่ทาแล้ว ล่วงลับ นับเป็นครู

จงเรียนรู้ สิ่งใหม่ใหม่ ไว้สอนตน

ปี๋ใหม่เมือง เรืองเลิศ ประเสริฐศรี

ประเพณี ดีงาม ตามเหตุผล

เป็นธรรมเนียม ปฏิบัติ ขัดกมล

ขอทุกคน สุขสวัสดิ์ พิพัฒน์เทอญ

๑๒๗

เปรตนายอินตา

เย็นวันนี้ฝนตั้งเค้าทะมึนทึนทางทิศตะวันตก ใกล้หน้าฝนอย่างนี้ เมื่อฝนตั้งเค้าอย่างนี้ เดาได้เลยว่าในไม่กี่นาทีข้างหน้านี้ ฝนจะต้องตกแน่ แต่ในบางครั้งก็ไม่แน่อีกนั่นแหละ คราวนี้มันชักจะตกแน่นอน เพราะเมฆเริ่มเกาะกลุ่มดำมืดไปหมด และเมฆเหล่านั้นก็เคลื่อนมาทางทิศตะวันออกเรื่อย ๆ เมฆกลุ่มนั้นก็เริ่มลอยตัวต่ำลงมาเรื่อย ๆ ข้าพเจ้าคิดในใจว่า คืนนี้จะต้องหาที่พัก ที่กันฝนให้ดีที่สุดเท่าที่จะหาได้ ไม่อย่างนั้นคงแย่

พลันก็เหลือบเห็นกระท่อมหลังหนึ่งอยู่ข้างทาง มันเป็นกระท่อมร้างของชาวบ้านที่เขาปลูกไว้หัวไร่ปลายนา เพื่อทำไร่ข้าวของทุก ๆ ปี ในปีนี้คงไม่ปลูกอะไร เพราะไม่เห็นแผ้วถาง เจ้าของไร่ข้าวคงจะเดินทางไปหางานทำทางฝั่งไทย ฝั่งนี้คือฝั่งห้วยทรายประเทศลาว อันเป็นฝั่งตรงกันข้ามกับอำเภอเชียงของ ของประเทศไทยของเรา เจ้าของไร่คงจะเข้าไปทำงานในเมืองใหญ่ ๆ ของไทย เพราะรายได้ดี บางคนก็มุ่งตรงเข้าสู่กรุงเทพฯ เพราะมีงานทำมาก เลือกได้ตามถนัด ในสมัยนั้นไม่เข้มงวดเรื่องคนต่างด้าวเท่าไร บางคนเข้ามาตั้งรกราก มีครอบครัวอยู่ในประเทศไทยก็มีถมไป และแล้วก็กลายสัญชาติมาเป็นคนไทยไม่รู้เท่าไร เพราะคนลาวกับคนไทยไม่ได้แตกต่างอะไรกันมาก โดยเฉพาะไทยเหนือและไทยอีสานไม่ต้องใช้ล่ามแปลก็สื่อความหมายได้สบาย เดี๋ยวนี้คนภาคกลางก็เรียนรู้ภาษาท้องถิ่นทางภาคเหนือภาคอีสานกันแทบทุกคน บางคนพูดภาษาท้องถิ่นได้คล่องด้วยซ้ำไป แม้ภาษาลาว คนไทยเราก็เรียนรู้ได้ไม่ยาก เรื่องภาษาจึงไม่เป็นปัญหา

๑๒๘

เมื่อเห็นฝนตั้งเค้าและเริ่มจะลงเม็ด ข้าพเจ้าจึงต้องรีบเดินไปที่กระท่อมน้อยกลางดงหลังนั้น เมื่อมาถึงกระท่อมฝนก็เริ่มลงเม็ดพอดี วันนี้ฝนตกอย่างเรียบร้อย คือ ไม่มีลมพายุ ลมไม่กรรโชก ฝนตกนั้นไม่แน่นอน ในบางครั้งจะมีทั้งฝนทั้งลม ยิ่งเป็นอย่างนั้นแล้วลำบากแน่ ถ้าอยู่กลางป่าไกลบ้านอย่างนี้ไม่เข้าท่าเลย วันนี้โชคดีไม่มีลม ไม่มีพายุ กระท่อมหลังนั้นก็พอคุ้มฝนได้เป็นอย่างดี เจ้าของคงทิ้งไปนาน แต่เครื่องมุงหลังคาเขาใช้สังกะสีเก่า ๆ เป็นเครื่องมุง จึงไม่ถูกไฟไหม้ มีร่องรอยคนแวะมาพักบ้าง คงเป็นตอนกลางวัน พวกคนเหล่านั้นคงไปหาของป่ามา ก็คงมาแวะเวียนพักเอาแรง เพราะที่นี่เป็นป่าไกลจากฝั่งโขงพอสมควร

ข้าพเจ้าเข้ามาถึงกระท่อมในตอนนั้น กะดูเวลาคงจะหกโมงเย็นเศษ ๆ เห็นจะได้ มันพลบค่ำแล้ว จึงจัดแจงกางกลดในกระท่อมเตรียมจำวัด เพื่อพักเอาแรงเดินทางต่อวันพรุ่งนี้ คือ เดินสู่บ้านเราที่เมืองไทย เพราะใกล้เข้าพรรษาแล้ว

คืนนี้ฝนตกตลอดคืน ยุงป่านั้นชุมแน่ กัดเจ็บน่าดู และอาจมีเชื้อไข้มาลาเรียด้วย พวกนี้ไว้ใจไม่ได้ กลางกลดนั้นเป็นวิธีที่ดีที่สุดแล้ว ใครก็ไม่รู้มีความคิด ที่คิดสร้างกลดได้เป็นผลสำเร็จ เรื่องง่าย ๆ ในบางครั้งไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดนะจะบอกให้ กลดนั้นใช้เป็นร่มกันแดดกันฝนในการเดินทางได้ ในกลางคืนก็กันฝนกันยุงได้อีกด้วย แต่คืนนี้ข้าพเจ้ากลางกลดบนกระท่อมหลังนั้นเลย จึงสะดวกและปลอดภัยเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ถ้ากลางกลด ปักกลดกลางแจ้ง ถ้าน้ำนองท่วมพื้นก็ลำบาก คงล้มตัวลงนอนไม่ได้ถ้าง่วง คืนนี้จึงโชคดีไป

๑๒๙

อากาศคืนนี้เย็นสบาย เพียงจีวรผืนเดียวก็พอใช้ได้ อยู่ได้เพราะ

มันไม่หนาว เพียงเย็น ๆ เท่านั้น สำหรับพระหนุ่มพอทนได้ ในขณะที่นั่งปฏิบัติอยู่นั้น ในคืนนี้มีเด็กหนุ่มเข้ามาคุยด้วย เขาบอกว่า เขาชื่ออินตา อยู่บ้านไม่ไกลจากที่นี่นัก ถามว่า “เธออยู่ที่ไหน ทำไมจึงมาที่นี่” อินตาบอกว่า “ผมอยู่ที่นี่ อยู่ใกล้ ๆ กระท่อมที่พระคุณเจ้าพักนี่แหละ” “เธออยู่ได้อย่างไร อยู่คนเดียวในป่า ไกลบ้านอย่างนี้” เขาบอกว่า เขาไม่อยากอยู่หรอก มันจำยอมต้องอยู่ “เธออยู่ตรงไหน” อินตาชี้ให้ดูที่เนินดินไม่ห่างจากกระท่อมนัก ข้าพเจ้างง “อยู่ที่นั่นหรือ” ข้าพเจ้าชี้ไปที่เขาชี้ “ไม่เห็นมีอาคาร กระท่อม อยู่ได้อย่างไร” อินตาเล่าให้ฟังว่า

“เมื่อ ๒๐ ปีมานี้ ผมถูกเขาทุบหัวตรงถนนตรงโน้น” เขาชี้ให้ดู ข้าพเจ้ามองตามมือที่เขาชี้ และโน้นที่ว่านั้นก็ไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหน ข้าพเจ้าถามอินตาว่า “ไปทำอะไรให้เขา เขาจึงรุมทุบตีเอา” “ผมแอบไปได้เสียกับลูกสาวเขา พ่อสาวเป็นคนมีอิทธิพลจึงสั่งให้ลูกน้องฆ่าผม ผมรักลูกสาวเขาจริง ๆ หวังจะได้แต่งงานกัน แต่ผมมันจน พ่อแม่สาวจึงไม่ชอบผม เขาช่วยกันฆ่าผมแล้วก็เอาศพผมมาฝังตรงนั้น ในตอนนั้น ณ ตรงนี้ในตอนนั้นเป็นป่าจริง ๆ ยังไม่มีใครมาทำไร่ข้าว ปลูกฟักแฟงเหมือนทุกวันนี้” “แล้วเธอจะให้อาตมาทำอย่างไร” ผมจะมาขอร้องให้พระคุณเจ้าช่วยเผาศพ และสวดกุสะลาแผ่เมตตาให้ผมด้วย ผมจะได้ไปผุดไปเกิดเสียที”

“เอ้า..อย่างนั้นก็ตกลงอาตมาจะทำตามที่ขอร้อง ว่าแต่เธอทำไม

พูดภาษาไทยกลางชัดจังเลย เธอเป็นคนไทยหรือ?” อินตาตอบคำถาม

๑๓๐

ข้าพเจ้าว่า “ผมเป็นคนลาวแต่กำเนิด แต่ได้เข้าไปทำงานในกรุงเทพฯหลายปี เพื่อหวังจะรวบรวมเงินมาแต่งงาน แต่ก็มาถูกว่าที่พ่อตาฆ่าตายเสีย อย่างที่พระคุณเจ้าเห็นนี่แหละ ป่านนี้พ่อแม่ผมก็คงคิดว่าผมลืมท่าน ลืมทุก ๆ คนทางบ้านเราเขาพูดกันว่า “บักลาวลืมซาด คงไปได้ดิบได้ดีไปเป็นเศรษฐีอยู่ในกรุงเทพฯแล้วซิบักตา”

“ทุกคนเข้าใจอย่างนั้น แม้แต่คำฟองคนรักผม เธอก็คิดอย่างนั้น ผมไม่สามารถจะไปชี้แจงให้ใครทราบได้ว่า ผมเป็นอย่างไร อยู่ที่ไหน เมื่อผมตายทุกอย่างก็จบลง อะไรต่ออะไรมันบดบังหมด ผมถูกเขาสะกดด้วยคุณไสยฯ ผมเองก็มีกรรม จะต้องอยู่ชดใช้กรรมอย่างนี้ คราวนี้ผมเห็นท่าจะหมดกรรมแล้วที่พระมาโปรด” “ทำไมเธอต้องเชื่ออย่างนั้น” “ผมรู้วาระกรรมของผมเอง พระคุณเจ้าอย่าลืมนะว่าผมเป็นวิญญาณ ผมรับรู้อะไรมากกว่ามนุษย์ธรรมดา” “เอาละอย่างนั้นจะลองดู” ข้าพเจ้าว่า

พลันก็ได้ยินไก่ป่าขัน และขันถี่ขึ้นเรื่อย ๆ นกกระปูดก็ร้องขึ้นมาเป็นระยะ ๆ เหมือนจะประสานเสียงกัน เหมือนนักร้องในพงไพร ได้เริ่มร้องเพลงประสานเสียงในย่ำรุ่ง เหล่าวิหคนกกาต่าง ๆ ก็ส่งเสียงร้องเพลงด้วยความดีใจที่เริ่มได้เห็นแสงทอง จะได้เห็นวันใหม่ จะได้ชีวิตในวันใหม่ พวกเขาดูมีความสุขเสียนี้กระไร กะแค่ได้มีชีวิตใหม่อีกวันหนึ่ง ก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า วันต่อไปนี้จะเป็นวันดีหรือเปล่า อาจจะตื่นขึ้นมาพบกับจุดจบของชีวิตก็ได้ ในป่านั้นกฎของป่ามันหฤโหดน่ากลัว สัตว์หากินอยู่ดี ๆ ก็อาจจะมีสัตว์ร้าย เช่น เสือโคร่ง ย่องมาตะปบ

๑๓๑

เอาไปกินเสียแล้ว บางตัวไม่ทันระวังตัว ก็โดนงูเหลือมยักษ์รัดแล้วกลืนกินเป็นอาหารไปเสีย ยิ่งมนุษย์ยิ่งน่ากลัวกว่าสัตย์ป่าเป็นไหน ๆ เครื่องมือที่มนุษย์จะใช้เข่นฆ่านั้น ทันสมัยทั้งนั้น ถ้ามนุษย์เข้าป่า จะกลายเป็นสัตว์ป่าที่น่ากลัว (อันนี้พูดถึงมนุษย์ที่เป็นนายพรานนะ)

ข้าพเจ้าตื่นจากภวังค์ลืมตาขึ้นมองรอบตัวก็ยังเห็นว่า ยังไม่สว่างดีนัก ยังมืดสลัวอยู่เลย แต่ขอบฟ้าเริ่มเห็นแสงทองบ้างแล้ว ข้าพเจ้าหายง่วงเป็นปลิดทิ้ง ผิดกับวันอื่น ๆ เพราะตื่นเต้นในเรื่องที่ผ่านมาเมื่อครู่นี้ คืนนี้

โอ..! มันเป็นเพียงความฝันเท่านั้นเองหรือนี่ เราหลับฝันไปหรือนี่ ข้าพเจ้ารำพึงกับตัวเอง อะไรกัน ฝันอะไรอย่างนี้ ฝันเป็นตุเป็นตะ เหมือนเป็นเรื่องจริง อะไรกันนี่ ฝันถึงขนาดนี้เชียวหรือ ในขณะที่นอนหลับอยู่นั้น คนเราจะสร้างจินตนาการขึ้นมานั้นเป็นไปไม่ได้ ข้าพเจ้าคิดอยู่คนเดียว ถามตัวคนเดียว เถียงตัวเองคนเดียวอยู่อึงคะนึงในใจ เมื่อตื่นนอนแล้วก็เลยสวดมนต์ไหว้พระ คือสวดมนต์พอสมควร แล้วก็นั่งหลับตาลำดับความฝันตั้งแต่ต้น เวียนไปเวียนมาจนสว่าง ฝันอะไรแปลกอย่างนี้ คิดดูเหมือนจะไม่ใช่ความฝัน มันน่าจะเป็นความจริงมากกว่า มันคล้าย ๆ อย่างนั้น เมื่อสว่างแล้วจึงจัดแจงกับภัตตาหารมื้อเช้าง่าย ๆ ที่นำติดตัวไป พอประทังความหิวแล้วจะได้เดินทางกลับไทยทางเรือข้ามฝั่งโขง หากจะไปบิณฑบาตก็ไกลหมู่บ้าน เรื่องจะกลับไทยนั้น ไม่รู้จะทันหรือเปล่าในวันนี้ เพราะมีภาระต้องทำเสียแล้ว

เมื่อทำภัตกิจเสร็จแล้ว ข้าพเจ้าก็เดินลงกระท่อมไป ตรงไปที่ดิน

๑๓๒

ตรงที่อินตา หนุ่มในฝันนั้นบอก และขณะนี้ฟ้าสางแล้ว ฝนที่ตกเทลงมาเหมือนฟ้ารั่ว มันไม่เพียงซาเม็ดเท่านั้น มันหยุดตกเป็นปลิดทิ้งเหมือนกับว่าฝนไม่ได้ตกหนักตลอดคืนที่แล้วที่เลย คืนที่แล้วนี้ฝนมันตกหนักมากจริง ๆ ชะดินแถว ๆ นั้นจนอะไรต่อมิอะไรโผล่ให้เห็น

ครั้นข้าพเจ้าเดินไปถึงดินตรงที่หนุ่มน้อยอินตาบอก ถึงกับผงะ ตกตะลึงที่เห็นหัวกะโหลกมนุษย์และส่วนต่าง ๆ ของร่างกายมนุษย์โผล่ให้เห็น ข้าพเจ้าตะลึงอยู่เป็นนานสองนาน เมื่อรวบรวมสติแล้ว เก็บกระดูกเหล่านั้นเท่าที่พอที่จะเก็บได้ เพราะบางส่วนมันก็ขาดหายไป แทบจะไม่ได้ขุดคุ้ยอะไรมากนัก ฝนมันชะดินจนกระดูกโผล่ให้เห็นทั้งหมด มีที่ฝังดินและโผล่ขึ้นมาบ้าง ก็เอาไม้เขี่ยคุ้ยก็ได้กระดูกเกือบหมด และเอามากองรวม ๆ ไว้ พอสายหน่อย ก็ไปหากิ่งไม้แห้งที่อยู่ตาม แถว ๆ นั้นซึ่งมีเยอะแยะไป ถึงจะเปียกหน่อย แต่ข้างในยังแห้งสนิทดี พอได้แดดก็จะแห้งหากบ่าย ๆ หน่อย แต่ในตอนนั้นคงรอบ่ายไม่ไหวเพราะจะต้องรีบกลับไทยแลนด์

ข้าพเจ้าเก็บกิ่งไม้แห้งมากองรวมกันมากพอสมควร เอากระดูกของนายอินตาวางไว้บนกองไม้นั้น แล้วจึงจุดไฟเผา นั่งสวดอยู่คนเดียว สวดทุกอย่างเหมือนเผาศพจริง ๆ เพราะอยากจะให้วิญญาณนายอินตาเขาได้พ้นจากเปตวิสัย เปตชน และได้ไปผุดไปเกิดเสียที

ท่านผู้อ่านอาจจะถามว่า “ทำไมไม่แจ้งเจ้าหน้าที่บ้านเมืองทราบ เพราะนั้นมันเป็นฆาตกรรม กระดูกเหล่านั้นเป็นหลักฐานสำคัญ ทำไมจึงรีบเผา มันเป็นการทำลายหลักฐาน” ท่านผู้อ่านคงไม่ลืมว่า นั้นมัน

สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ไม่ใช่ราชอาณาจักรไทย ถึง

๑๓๓

แจ้งความให้ตำรวจไทย ตำรวจไทยก็ไม่ทำคดีให้ เพราะอยู่คนละประเทศ

หากจะแจ้งความที่ลาวก็จะยุ่งยาก จะยืดเยื้อ ไม่ต้องกลับบ้านแล้ว จะต้องไปเป็นพยานในศาล ดีไม่ดีโดนข้อหาฆาตกรรมอีก จะยุ่งกันไปใหญ่

เป็นอันว่าข้าพเจ้าตัดสินใจเผากระดูกของอินตา คิดว่าอย่างไร ๆ ก็จะต้องเผาให้แน่ เพราะเป็นคำขอร้องของเขา เขาเป็นพุทธศาสนิกชน เขาก็อยากให้ฌาปนกิจตามประเพณีของพุทธเพื่อวิญญาณของเขาจะได้ไปผุดไปเกิดเสียที ชาวพุทธของเราถือการเผาศพเป็นการจัดการศพ ที่นิยมทำกันมาแต่โบราณกาล แม้พระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ก็ทรงโปรดให้จัดการพระสรีระของพระองค์ด้วยการถวายพระเพลิงพระบรมศพเหมือนกัน เรื่องนี้คงได้แบบอย่างมาจากศาสนาพราหมณ์กระมัง แต่พระพุทธองค์ทรงเอามาประยุกต์ให้เข้ากับพระพุทธศาสนา เพราะการเผาศพนั้นเป็นประเพณีที่ดีงาม ที่ถือปฏิบัติมาตั้งแต่โบราณกาล

พระพุทธเจ้าพระองค์ไม่ได้ปฏิวัติ และค้านไปเสียทุกอย่าง อันไหนดี เพราะได้ถือปฏิบัติมานานแล้ว ประเพณี หรือธรรมเนียมปฏิบัติที่ทำมาก่อนหน้านี้ ที่ดีอยู่แล้ว ก็ให้ถือปฏิบัติตามนั้นได้ อันไหนพอที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลง หรือปฏิรูปได้ ก็ให้ปฏิรูป ใช้ต่อไปได้ อันไหนที่ใช้ไม่ได้ก็ทรงให้เลิกเสีย ไม่ให้งมงายยึดติดอยู่ต่อไป

การฌาปนกิจศพแบบชาวพุทธนั้น คิดว่าที่ชาวพุทธส่วนมากทำเช่นนั้น น่าจะถูกต้องที่สุด เพราะฌาปนก็แปลว่า “ทำให้สิ้นไป” เพราะพระพุทธเจ้าไม่ให้ยึดมั่นถือมั่นในวัตถุ ประเพณีไทยนั้น โดยเฉพาะประเพณีเกี่ยวกับศพ จะใช้การเผา เพราะการเผาศพ เป็นการ

ทำลายสรีระให้สิ้นไป ตามคตินิยมตามความเชื่อตามคำสอนของศาสนา

๑๓๔

พุทธ คือ เป็นอนิจจภาวะคือความไม่เที่ยง ทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องเสื่อม และสูญสลายไปในที่สุด การเผาศพนอกจากจะเป็นการจัดการศพตามประเพณีแล้ว ยังเป็นปริศนาธรรมให้คิด จะให้คนเข้าถึงธรรม จะได้คิดว่าโลกนี้มันเป็นอย่างนี้เอง เมื่อมีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไปเป็นธรรมดา และแตกสลายไปในที่สุด

ประเพณีงานศพของชาวพุทธนั้น สังเกตดูทุกอย่างในประเพณีนั้นเป็นปริศนาธรรมให้คิด ขอยกตัวอย่างสักนิดหน่อยเช่น

๑. มัดตราสัง การห่อศพโดยทั่วไปจะห่อด้วยผ้าขาว ด้วยเชื่อว่าผ้าขาวก็คือผ้าสีบริสุทธิ์ คือ คนตายนั้นถือว่า เป็นผู้บริสุทธิ์ ทำอะไรไม่ได้อีก ทั้งความชั่วและความดี ลูกหลานญาติมิตรจึงต้องการให้วิญญาณของผู้ที่ตนรักให้ไปสู่ที่บริสุทธิ์ ที่ดี ๆ และคนเป็น ๆ จะต้องให้ความเคารพ

การมัดตราสังนั้นเขาจะมัดเป็นสามเปลาะ สามแห่ง คือ ที่คอ ที่มือหรือเอว และที่เท้า อันนี้พระศาสดานำมาเป็นพุทธภาษิตด้วย คือ

(๑) ปุตตัง คี เว รักลูกเหมือนเชือกผูกคอ

(๒) ภริยาหัตเถ รักเมียเหมือนปอผูกข้อศอก

(๓) ธนัง ปาเท รักข้าวของสมบัติเหมือนปลอกใส่เท้า

ซึ่งข้าพเจ้าได้คัดเอาที่แปลเป็นโคลงสี่สุภาพดังนี้

บุตรบ่วงหนึ่งเกี้ยว พันคอ

ทรัพย์ผูกบาทาคลอ หน่วงไว้

ภริยาเยี่ยงบ่วงปอ รึงรัด มือนา

สามบ่วงใครพ้นได้ จึ่งพ้นสงสาร

๑๓๕

๒. ก่อนจะนำศพลงจากเรือน ญาติจะเอาหม้อดินบรรจุน้ำแล้ว

ทุ่มลงจากหัวบันไดบ้าน เมื่อหม้อดินตกลงจากจากที่สูงมันก็จะแตกและ

ค่อนข้างจะแตกอย่างละเอียดย่อยยับเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ชนิดที่ว่า ไม่สามารถจะสมานกัน ประกอบกันให้เป็นหม้อดิน ให้อยู่ในสภาพเดิมได้อีกต่อไป อันนี้ก็เป็นปริศนาธรรมให้ได้คิดว่า ชีวิตคนเราทุกชีวิตก็จะเป็นดังหม้อดินนี้ ผลที่สุดก็จะเป็นอย่างนี้ ไม่มีใครรอดไปได้เลย คนโบราณเขาจะไม่อธิบายว่า ทำไมกึงต้องทำอย่างนี้ คนรุ่นหลัง ๆ ก็ทำต่อ ๆ กันมา และกลายเป็นประเพณีไปโดยไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ โดยไม่รู้เหตุผล เมื่อถูกลูกหลานถามก็ตอบไม่ได้ ในบางครั้งก็ตอบตามที่ตนเองมีความเข้าใจ หรือตอบตามผู้เฒ่าเล่าให้ฟังว่า ไล่ผี เปิดทางให้วิญญาณ ส่งวิญญาณ อะไรก็ว่ากันไป

๓. คนทางภาคเหนือ เขาจะให้คน ๆ หนึ่ง เป็นคนสะพายย่าม ซึ่งจะมีเครื่องของใช้และห่อข้าวอยู่ในย่ามนั้น และคน ๆ เดียวกันนี้ก็จะถือตุงสามหาง หรือตุงคนตุงตัวเดียว ตุงก็คือธง ธงผืนนี้ไม่ใหญ่นัก แต่จะต้องเป็นตุงรูปคนอย่างเดียว และจะต้องเป็นตุงสีขาวด้วย ซึ่งตุงหรือธงสีขาวนั้นนอกจากจะประกาศความบริสุทธิ์แล้ว ยังเป็นสัญลักษณ์ของการยอมแพ้ด้วย อย่างที่เขาว่า “ยกธงขาว” “ชูธงขาว” ที่พี่เลี้ยงนักมวยโยนผ้าขาวขึ้นบนเวทีตอนนักมวยของตน ที่เห็นว่าเป็นฝ่ายแย่และสู้ต่อไปไม่ไหวแล้ว พี่เลี้ยงก็จะแสดงว่ายอมแพ้ เพราะเห็นว่านักมวยของตนเองสู้ไม่ได้จริง ๆ พี่เลี้ยงเลยยอมแพ้แทนโดยโยนผ้าขาวที่ว่านั้น ขืนให้สู้ต่อไปก็จะเสียมวย เสียคน

คนที่ถือธงนำศพนั้นก็เช่นเดียวกัน คือประกาศให้ทราบว่าผู้ที่อยู่

๑๓๖

ในโลงศพที่ตามหลังมานี้ได้ยอมแพ้เกมชะตา แพ้โลก แพ้ทุก ๆ อย่าง

ในชีวิตแล้ว หยุดทุกอย่างแล้ว แม้ผู้นั้นจะไม่ได้บอกเช่นนั้นก็ตามที

เพราะคนที่นอนอยู่ในโลงศพ ในขบวนแห่เชิญศพนั้นพูดไม่ได้

ข้าพเจ้าพาท่านผู้อ่านมาจนถึงพิธี ประเพณีฌาปนกิจศพ มันชักจะออกมาไกลแล้ว จะต้องหันกลับมาแดนลาวอีกที เมื่อจัดการเผาศพ หรือเผากระดูกของคุณอินตาแล้ว ข้าพเจ้าก็เดินทางกลับ โดยขึ้นเรือข้ามฟากเข้าสู่พระราชอาณาจักรไทย และกลับแพร่ กลับวัด เอาอย่างรวบรัดตัดความไปเลย

คิดว่าคุณอินตา เธอคงไปผุดไปเกิดแล้ว ตั้งแต่นั้นเขาก็ไม่เข้าฝันอีกเลย ขอให้ไปดีเถิดอินตาผู้น่าสงสาร

+++++